<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ภาวะราคาสินค้าสำคัญ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ประจำสัปดาห์]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158643</link>
<guid isPermaLink="false">b8132bd2249ad1c346e0d6ab6c3bd26d</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 16:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202604091b9e169e96e3ee119f697ce424a04cb2165339.jpg' type='image/jpg' length='1626624' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนเมษายน 2569]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157823</link>
<guid isPermaLink="false">07adee046de4bef2dfadb254b4a619d1</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 11:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202604093dc616a233ff80539909d0dc88682036162548.jpg' type='image/jpg' length='591207' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คุมสินค้า-ลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156204</link>
<guid isPermaLink="false">fe445e7392ca779e5db387c0ac055611</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 11:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;<strong>การสร้างความหวัง</strong>&rdquo; กำลังทำลาย &ldquo;<strong>ความไว้ใจ</strong>&rdquo;<br />
ทำไมถึงต้องเกร่นหัวเช่นนี้<br />
ตั้งแต่แรกเริ่ม &ldquo;<strong>สงคราม</strong>&rdquo; ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน &ldquo;<strong>รัฐบาล</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; พูดคล้าย ๆ กันว่า &ldquo;<strong>เอาอยู่-คุมอยู่</strong>&rdquo; ถ้าให้เดา คงน่าจะประเมินว่า สงครามไม่ยืดเยื้อและจบเร็ว<br />
แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น สงครามยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ และไม่มีทีท่าว่าจะจบ &ldquo;<strong>ยังไง-เมื่อไร</strong>&rdquo; จนในที่สุด &ldquo;<strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&rdquo; ต้องออกมา &ldquo;<strong>ขอโทษ</strong>&rdquo; ประชาชน ว่า ประเมินสถานการณ์น้ำมันผิดพลาด<br />
หากจำกันได้ ช่วงตรึงราคาดีเซล 15 วัน ก่อนขยับเพดานไม่เกินลิตรละ 33 บาท รัฐบาลบอกให้กระทรวงพาณิชย์ ไปกำกับดูแลราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็บอกว่า สินค้ายังเป็นปกติ &ldquo;<strong>ไม่ขาด-ไม่แพง</strong>&rdquo; เป็นการให้ &ldquo;<strong>ความหวัง</strong>&rdquo; กับประชาชนว่า &ldquo;<strong>เอาอยู่</strong>&rdquo;<br />
จากนั้นดีเซลขยับขึ้นเป็น 32.94 บาท ก่อนพุ่งพรวดเป็น 38.94 บาท ทีนี้ &ldquo;<strong>ยุ่งเลย</strong>&rdquo;<br />
ผู้ผลิตรายใหญ่ ส่งเสียงทันที บอกห้าง ร้านค้า ว่า เริ่มแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว ส่งสัญญาณกลาย ๆ ตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 เป็นต้นไป อาจถึงเวลาต้อง &ldquo;<strong>ปรับขึ้นราคา</strong>&rdquo;<br />
เดือดร้อนพาณิชย์ ต้องออกมาปราม &ldquo;<strong>สต๊อกเก่า-ต้นทุนเก่า</strong>&rdquo; ก็ต้องขาย &ldquo;<strong>ราคาเดิม</strong>&rdquo; ต่อไป และเรียกประชุมผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ สรุปว่า สินค้ามีเพียงพอ และสามารถตรึงราคาเดิมได้จนถึงเดือน เม.ย.2569<br />
ต่อมา เริ่มเพิ่ม &ldquo;<strong>ความเข้มข้น</strong>&rdquo; ในการกำกับดูแลสินค้า ประกาศว่า จะเพิ่มจำนวน &ldquo;<strong>สินค้าควบคุม</strong>&rdquo; และเพิ่ม &ldquo;<strong>มาตรการกำกับดูแล</strong>&rdquo; สินค้าควบคุม เพื่อให้สามารถ &ldquo;<strong>บริหารจัดการ</strong>&rdquo; สินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพได้<br />
พร้อมแจ้งจะมีมาตรการดูแลลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนต่อเนื่อง &nbsp;<br />
แต่ในความเป็นจริง หลาย ๆ สินค้าราคาเริ่มขยับให้ประชาชนรู้สึก &ldquo;<strong>หมู-ไก่-ไข่-น้ำมันปาล์ม</strong>&rdquo; ขึ้นทันที ไม่รู้สาเหตุจากน้ำมันหรือต้นทุน เรียกว่า ผสมโรงนกันมั่วไปหมด<br />
จากนั้น มีการส่งทีมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ทั้งอธิบดี ผู้ตรวจราชการ รองอธิบดี เดินตรวจตลาดกันเป็นว่าเล่น เพื่อบอกประชาชนว่า พาณิชย์กำกับดูแลอยู่ จับจ้องอยู่ ถ้าใคร &ldquo;<strong>เอาเปรียบ-โก่งราคา</strong>&rdquo; เจอเล่นงานแน่</p>

<p>กลับมาที่เรื่องสินค้า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 เคาะรายการสินค้าควบคุมใหม่ และปรับมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุม<br />
พอวันที่ 26 มี.ค.2569 ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ไฟเขียวสินค้าควบคุม-มาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมตามที่ กกร. เสนอ &nbsp;<br />
วันเดียวกันนั้น &ldquo;<strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; กลับมาเปิดแถลงข่าว ที่กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงรายละเอียดการเพิ่มบัญชีสินค้าควบคุมและมาตรการควบคุม&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สรุปได้ ดังนี้ เพิ่มสินค้าควบคุมใหม่ 7 รายการ ได้แก่&nbsp;<strong>เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง</strong>&nbsp;รวมของเดิม 59 รายการ เพิ่มเป็น 66 รายการ<br />
ปรับมาตรการควบคุมใหม่ 15 รายการ ได้แก่ ไก่&nbsp;<strong>สุกร ไข่ไก่ น้ำตาลทราย ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ บริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อนและสบู่เหล น้ำมันปาล์ม และหอมหัวใหญ่</strong><br />
พร้อมกับชี้แจงถึง &ldquo;<strong>มาตรการดูแลค่าครองชีพ</strong>&rdquo; ให้กับประชาชนว่าจะทำอะไรบ้าง<br />
เริ่มจากร่วมมือกับผู้ผลิต ห้าง ทำโครงการ &ldquo;<strong>ไทยช่วยไทย</strong>&rdquo; ลดราคาสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ สินค้าแบรนด์รอง จำนวน 1,000 รายการ ลด 25-50% เริ่ม 1 เม.ย.2569<br />
เพิ่มจัด &ldquo;<strong>โครงการธงฟ้า</strong>&rdquo; แบบจัดหนักจัดเต็มในช่วง 2 เดือน เม.ย.-พ.ค.2569 จำนวน 500 จุดทั่วประเทศ และมีธงฟ้าเคลื่อนที่เจาะเข้าไปยังชุมชน&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
เร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบ ทั้งน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ปิโตรเคมี เพื่อลดภาระต้นทุนให้กับผู้ผลิต<br />
ก่อนปิดท้าย ยอมรับความจริง &ldquo;<strong>ไม่สามารถควบคุมสินค้าได้ทั้งหมด แต่ได้เลือกดูแลเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นหลัก</strong>&rdquo;<br />
ส่วนสินค้าที่อยู่นอกเหนือ &ldquo;<strong>การควบคุม</strong>&rdquo; หากพบความ &ldquo;<strong>ไม่เหมาะสม</strong>&rdquo; ด้านราคา ทั้งพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบและกำกับดูแลให้เหมาะสม<br />
ถือเป็นการยอมรับต่อประชาชนครั้งแรก ว่า สถานการณ์จริงเป็นอย่างไร และยังอธิบายกับประชาชนอีกว่า ปัญหาสินค้า ไม่ได้เป็นแค่ไทย หลายประเทศทั่วโลก ก็เผชิญปัญหานี้เหมือนกัน ผลกระทบแตกต่างกัน แต่ยืนยันได้ว่าพาณิชย์จะดำเนินมาตรการช่วยเหลือภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชน<br />
นั่นหมายความว่า จากนี้ไป อย่างน้อย ๆ สินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุม การขึ้นราคาคงไม่ได้ทำกันง่าย ๆ จะมีการตรวจต้นทุนกันอย่างหนัก ไม่มีการปล่อยผ่านเหมือนเดิม<br />
การลดภาระค่าครองชีพ ก็จะทำเข้มข้นมากขึ้น ถี่ขึ้น ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ แต่ถ้ารัฐบาล &ldquo;<strong>อัดฉีดเพิ่ม</strong>&rdquo; ก็จะทำได้เพิ่ม ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะเอายังไงในเรื่องนี้<br />
ผู้เขียนเห็นด้วยกับการออกมาบอก &ldquo;<strong>ความจริง</strong>&rdquo; กับประชาชน ให้ทราบถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ดีกว่าออกมา &ldquo;<strong>ปฏิเสธ</strong>&rdquo; ดีกว่าบอกว่า &ldquo;<strong>เอาอยู่</strong>&rdquo; ดีกว่า &ldquo;<strong>สร้างความหวัง</strong>&rdquo; ไปวัน ๆ<br />
ตอนนี้ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า วันนี้ &ldquo;<strong>โลกเกิดอะไรขึ้น</strong>&rdquo; มีสงคราม มีปัญหาน้ำมันแพง มีปัญหาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต มีปัญหาต้นทุนการขนส่ง แล้วที่ &ldquo;<strong>แพง</strong>&rdquo; มันแพง &ldquo;<strong>ทั้งโลก</strong>&rdquo; ไม่ใช่แพงแค่ &ldquo;<strong>ที่ไทย</strong>&rdquo; &nbsp;&nbsp;<br />
หากมัวแต่ปิดปัง บอกว่า &ldquo;<strong>เอาอยู่</strong>&rdquo; แต่สิ่งที่ประชาชน &ldquo;<strong>พบเห็น-พบเจอ</strong>&rdquo; มันสวนทางกัน รับรอง &ldquo;<strong>เสียงชม-เสียงอวย</strong>&rdquo; ไม่มีแน่นอน จะมีก็แต่ &ldquo;<strong>เสียงก่น-เสียงด่า</strong>&rdquo; เข้ามาแทน<br />
หลังพูดความจริงแล้ว ก็มาขับเคลื่อนมาตรการ &ldquo;<strong>บรรเทาผลกระทบ</strong>&rdquo; ทำให้ประชาชนเห็นว่า &ldquo;<strong>เอาจริง-ทำจริง</strong>&rdquo; ทำให้รู้สึกว่ามีการทำอย่าง &ldquo;<strong>ทั่วถึง</strong>&rdquo; ไม่ใช่แค่ทำเป็นหย่อม ๆ แต่ของถูกอยู่ตรงไหน ไม่รู้ &nbsp;<br />
&ldquo;<strong>สุดท้าย</strong>&rdquo; อยากฝากไว้นิด อยากให้จดไว้ในบัญชี &ldquo;<strong>ขีดเส้นตัวแดง ๆ เอาไว้</strong>&rdquo; ตอนสถานการณ์ปกติ สินค้าแต่ละตัวราคาเท่าไร ช่วงมีปัญหาขยับขึ้นไปเท่าไร<br />
พอสถานการณ์น้ำมันแพง ปัญหาวัตถุดิบ ปัญหาต้นทุนต่าง ๆ ลดลง แม้จะไม่ใช่ในอีกวันสองวันนี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้น ราคาสินค้า ก็ควรจะลดลงตามต้นทุน ไม่ใช่เหมือนที่ผ่าน ๆ มา &ldquo;<strong>ขึ้นแล้ว-ขึ้นเลย</strong>&rdquo;<br />
ไม่ได้พูดแทนประชาชน แต่เชื่อว่า ทุกคน &ldquo;<strong>รับได้</strong>&rdquo; หากต้นทุนขึ้น สินค้าแพงขึ้น และ &ldquo;<strong>รับไม่ได้</strong>&rdquo; ถ้าต้นทุนลง สินค้าไม่ลง&nbsp;&nbsp;<br />
ฝากเรา ๆ ท่าน ๆ ช่วยกันจดไว้หน่อย ก่อนหน้านี้ซื้อราคาเท่าไร วันนี้ซื้อราคาเท่าไร พรุ่งนี้ซื้อราคาเท่าไร ถ้าไม่มีช่องทางแจ้ง ส่งมาทางนี้ก็ได้ จะได้บันทึกเอาไว้ให้พาณิชย์เห็น<br />
แล้วตอนที่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แล้วราคาสินค้า &ldquo;<strong>ไม่ยอมลง</strong>&rdquo; จะได้มี &ldquo;<strong>พยาน-หลักฐาน</strong>&rdquo; เอาไว้ยืนยัน<br />
ไม่อยากให้เหตุการณ์สินค้า &ldquo;<strong>ขึ้นแล้ว-ขึ้นเลย</strong>&rdquo; กลายเป็น &ldquo;<strong>เรื่องปกติ</strong>&rdquo;<br />
ไม่อยากให้คนพูดกัน &ldquo;<strong>พาณิชย์</strong>&rdquo; เข้าข้าง &ldquo;<strong>พ่อค้า</strong>&rdquo; มากกว่า &ldquo;<strong>ประชาชน</strong>&rdquo;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202603300c9061c5bf6bf34a5b63141b5a4b9060114239.jpg' type='image/jpg' length='331657' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนมีนาคม 2569]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151164</link>
<guid isPermaLink="false">f10167b3e5819c86fe7a8967cba3595b</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 15:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2026033197025ee454cdd8d1d0cc217d6f5b75ac162717.jpg' type='image/jpg' length='587705' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนกุมภาพันธ์ 2569]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146437</link>
<guid isPermaLink="false">ddbe064f404ed61ef8145389c5515af3</guid>
<pubDate>Tue, 03 Feb 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20260227b466b9430f19d7ad62e839b7a142da30160530.jpg' type='image/jpg' length='582489' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ซับซ้อน ความมั่นคง-การค้าผนึกรวม ไทยต้องเน้นสร้างพันธมิตร]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146436</link>
<guid isPermaLink="false">c83646e9e51cdd79cee296549a7912af</guid>
<pubDate>Tue, 03 Feb 2026 13:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยโลกปัจจุบัน เผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน ความมั่นคงและการค้าผนึกรวมกันอย่างแยกไม่ออก แนะไทยต้องสร้างพันธมิตรทางการค้า บนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน และต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ เชื่อถือได้ สำหรับใช้ในการตัดสินใจ สนค.รับลูก นำเสนอกรอบนโยบายเศรษฐกิจแบบทั่วถึง ภายใต้แนวคิด S-H-A-R-P เพื่อรับมือปัจจัยเสี่ยง สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจ และประชาชนทุกกลุ่มได้ประโยชน์ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สนค. ในหัวข้อ &ldquo;เศรษฐกิจไทย 2569 : ปรับโครงสร้าง วางอนาคตทั่วถึง&rdquo; (Thailand&rsquo;s Economy 2026 : Restructuring for an Inclusive Future) ที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ว่า โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยประเด็นด้านความมั่นคงและการค้าได้ผนวกรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก สิ่งที่ผู้นำ ผู้บริหาร และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องใช้เป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ คือ ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นสถานะของประเทศ เข้าใจบริบทโลก และกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการค้าระหว่างประเทศในยุคใหม่ ไม่ควรมุ่งเพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องพัฒนาไปสู่การสร้างพันธมิตรทางการค้า บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องทำการบ้านเชิงลึก ทำความเข้าใจว่าคู่ค้านำสินค้าและบริการของไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไร อยู่ในห่วงโซ่อุปทานใด เพื่อให้ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ข้อมูลที่ดี ไม่เพียงช่วยให้มองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ ขณะที่ข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีคุณภาพ เป็นรากฐานของความเชื่อมั่น โดย Trust ถือเป็นหัวใจสำคัญของโลกการค้าในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะคลังข้อมูลด้านการค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการดำเนินธุรกิจ&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ติดลบ 0.14% และการส่งออกปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 12.9% มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 11.1 ล้านล้านบาท แต่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนมากยังรู้สึกถึงภาวะค่าครองชีพสูง รายได้ไม่มั่นคง และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การเสวนาในครั้งนี้ สนค. ได้นำเสนอการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ผ่านการเชื่อมโยงภาพเศรษฐกิจมหภาค การค้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทย อาทิ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะระหว่างราคา รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สนค.เห็นว่า แม้การส่งออกไทยจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ SME มีอัตราการอยู่รอดค่อนข้างต่ำ และมูลค่าการส่งออกยังกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด จึงเสนอแนวคิด Harmonizing Trade เพื่อประสานพลังระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย ผ่านการปรับโครงสร้างการค้าใน 3 มิติ ได้แก่ การปรับสมดุลโครงสร้างสินค้า การส่งเสริมสินค้าที่สร้างโอกาสให้ SME และการกระจายผลประโยชน์ทางการค้าไปสู่ทุกภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่การค้าไทยอย่างยั่งยืน&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ในด้านฐานรากของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตร ต้องยกระดับข้าวไทยซึ่งกำลังเผชิญภาวะผลผลิตล้นตลาด จากสินค้าเกษตรทั่วไปไปสู่ข้าวประณีต หรือข้าวมูลค่าสูงผ่านแนวคิด Demand Driven โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์และกำหนดตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ โดย สนค. ได้ใช้ PRISM Model เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และระบุตลาดเป้าหมายของข้าวไทยในอนาคต เพื่อประเมินศักยภาพตลาดและกำหนดกลยุทธ์การค้าข้าวอย่างแม่นยำ ช่วยให้การผลิตและการส่งออกข้าวไทยสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก สร้างรายได้ที่มั่นคง ลดความผันผวน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยในระยะยาว</p>

<p>ส่วนภาคบริการ ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักใหม่ของเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญความท้าทายจากความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของรายได้ สนค. เสนอแนวทางการพัฒนาภาคบริการให้เติบโตอย่างทั่วถึง ผ่านการสร้างเครือข่าย SME Network ลดต้นทุนด้วย Service Commons ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และการส่งเสริมแนวคิด Time-based Economy เศรษฐกิจฐานเวลา เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สนค. ได้นำเสนอกรอบนโยบายเศรษฐกิจแบบทั่วถึง (Inclusive Policy) ภายใต้แนวคิด S-H-A-R-P 5 กลไก เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structure Linkage) เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (High-Value &amp; Sustain) เสริมพลัง SMEs (Align SMEs) ปลดล็อกการเติบโตระดับภูมิภาค (Regional Unlock) และใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแม่นยำ (Precision with Brain &amp; Technology) โดยมุ่งหวังให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถสะท้อนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ สนค. ได้เปิดตัว Mascot สนค. &ldquo;น้องดาวเหนือ&rdquo; ที่ชอบกินข้อมูล ย่อยข้อมูลยากให้เป็นเรื่องง่าย พร้อมสำหรับการบริการประชาชน และให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้อย่างเฉียบคม ขอเชิญติดตามพบกับน้องดาวเหนือ และ เศรษฐกิจเคี้ยวง่าย ได้ทางช่องทางต่าง ๆ ของ สนค. ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20260203427427840d48ab0b38385c9ab2fe307f135800.jpg' type='image/jpg' length='422789' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนมกราคม 2569]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/141740</link>
<guid isPermaLink="false">21cc58323c8648f94be7ede525b938cb</guid>
<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 16:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20260130b8d1d5c4988de2da893559e8b97093cc164832.jpg' type='image/jpg' length='573152' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แจ้งหยุดรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2569]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140044</link>
<guid isPermaLink="false">25bb684869b9f6dc5484a596e6a80784</guid>
<pubDate>Wed, 24 Dec 2025 13:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20251224d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e132159.jpg' type='image/jpg' length='522073' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ชี้เทรนด์ “เกษตรยั่งยืน” เติบโตต่อเนื่อง ย้ำเกษตรกร-ผู้ผลิตไทยเร่งปรับตัว]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/138539</link>
<guid isPermaLink="false">db735b6e9d137fe92e44da0c0d8955a2</guid>
<pubDate>Tue, 16 Dec 2025 14:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยภาคการเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวัน (FMCG) ทั้งนม อาหาร เครื่องปรุง เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง แนะเกษตรกร ผู้ผลิตไทย ปรับตัวรับโอกาสทางการค้า เหตุไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด ชี้ยังมีแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์ด้านความยั่งยืนในภาคการเกษตร พบว่า ภาคการเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ซึ่งไม่ใช่แค่การรักษาระดับผลผลิตแบบดั้งเดิม แต่มุ่งเน้นการฟื้นฟูและปรับปรุงสุขภาพดิน การกักเก็บคาร์บอน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศ ตอบโจทย์ทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทำให้ไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญของโลก ต้องไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาภาคเกษตรให้สามารถปรับตัวสร้างความยั่งยืน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Euromonitor International เรื่อง Sustainability Claims Unpacked : Regenerative Agriculture พบว่าเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูเป็นกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่ทรงพลัง และกำลังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวัน (FMCG) เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลร่างกาย เป็นต้น ถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และมีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูงในท้องตลาด และการสำรวจพบว่าร้อยละ 60 ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก มีการวางแผนการลงทุนในระยะเวลา 5 ปี ด้านการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์ด้านการตลาดที่สามารถเพิ่มภาพลักษณ์แบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยใช้ประโยชน์จากจริยธรรม และกระแสรักษ์โลกและรักสุขภาพของผู้บริโภค มุ่งเน้นที่วัตถุดิบที่มีคุณภาพมากขึ้น การลดรอยเท้าคาร์บอน และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Euromonitor&rsquo;s Sustainability Claims Tracker ปี 2024 ระบุว่า ตลาดสินค้าที่มาจากการทำเกษตรเชิงฟื้นฟูมีขนาดใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย 5 หมวดสินค้าที่มียอดขายปลีกสูงสุดใน 25 ตลาดหลัก&nbsp; (อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ชิลี จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ซาอุดีอาระเบีย สิงค์โปร์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สเปน สวีเดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา) ได้แก่</p>

<p>1.ผลิตภัณฑ์นมและนมทางเลือก มียอดขายปลีกประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมในปี 2024 อยู่ที่ 388.05 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดสำคัญ เช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และฮ่องกง แม้ว่ามูลค่าการส่งออกของสินค้ากลุ่มนี้ยังไม่สูงมากนัก แต่อัตราการขยายตัวของการส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีแนวโน้มดี จึงเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย ทั้งนี้ ในปี 2024 การส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมของไทย ขยายตัว 21.3% และยังคงขยายตัวในช่วง 10 เดือนของปี 2025<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.อาหารหลักที่คนส่วนใหญ่บริโภค มียอดขายปลีกประมาณ 2,250 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารหลักอย่างข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มีมูลค่าการส่งออกในปี 2024 รวมกว่า 9,602.15 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้าว 6,455.39 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 3,146.76 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทำให้ไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำการส่งออกสินค้าอาหารหลักของโลก ดังนั้น การนำแนวทางเกษตรฟื้นฟูมาใช้จะช่วยยกระดับสินค้าอาหารหลักและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.ส่วนผสมและเครื่องปรุงในการปรุงอาหาร มียอดขายปลีกประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้ากลุ่มนี้เป็นจุดแข็งของไทย ด้วยมูลค่าการส่งออกสิ่งปรุงรสอาหาร เช่น ซอส น้ำปลา เครื่องแกง และผงปรุงรส ของไทยในปี 2024 รวมมูลค่า 1,061.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูงเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดค้าปลีกของกลุ่มสินค้านี้ ดังนั้น หากมีการพัฒนาให้มีวัตถุดิบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งของสินค้าไทยในตลาดโลก ทั้งนี้ ในปี 2024 และ 2025 (ช่วง 10 เดือน) การส่งออกสิ่งปรุงรสของไทย ขยายตัว 7.82% และ 1.75% ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.เครื่องดื่ม มียอดขายปลีกประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้มูลค่าตลาดโลกในกลุ่มนี้ยังน้อย แต่เป็นโอกาสโดยตรงของสินค้าดาวรุ่งของไทยอย่าง &ldquo;น้ำมะพร้าว&rdquo; และ &ldquo;น้ำผลไม้เมืองร้อน&rdquo; ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดในหลายประเทศอยู่แล้ว โดยในปี 2024 ไทยมีมูลค่าการส่งออกน้ำผลไม้รวมกว่า 959.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หากผู้ประกอบการสามารถชูจุดขายว่าสวนมะพร้าวหรือสวนผลไม้ที่ใช้เป็นวัตถุดิบมีการจัดการแบบเกษตรเชิงฟื้นฟูที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและกักเก็บคาร์บอน จะเป็นการสร้างเรื่องราว (Story) ให้กับผลิตภัณฑ์และยกระดับแบรนด์ให้แตกต่างจากคู่แข่ง ตอบสนองต่อความต้องการของซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปและสหรัฐฯที่ต้องการสินค้าที่ตรวจสอบย้อนกลับได้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ในปี 2024 และ 2025 (ช่วง 10 เดือน) การส่งออกน้ำผลไม้ของไทย ขยายตัว 30.21% และ 19.99% ตามลำดับ</p>

<p>5.ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง มียอดขายปลีกประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นประเภทที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วงปี 2020&ndash;2024 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 73% สอดคล้องกับศักยภาพของไทยที่เป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยมูลค่าส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงรวมในปี 2024 สูงถึง 3,029.42 ล้านเหรียญสหรัฐ การชูจุดขายด้านวัตถุดิบที่ยั่งยืนจึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคที่รักสัตว์และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ในปี 2024 และ 2025 (ช่วง 10 เดือน) การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ขยายตัว 22.92% และ 7.87% ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า จากข้อมูลยอดขายปลีกสินค้าเกษตรเชิงฟื้นฟูใน 25 ตลาดหลักข้างต้น แสดงให้เห็นว่า แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝั่งผู้ผลิต แต่ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกในปี 2020&ndash;2024 ก็เพิ่มขึ้นถึง 13% โดยมีฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ ซึ่งมีการใช้จ่ายต่อหัวในการบริโภคสินค้าเกษตรเชิงฟื้นฟูเพิ่มขึ้น 42% และ 35% ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ผลสำรวจการตลาดยังพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารที่กำลังขับเคลื่อนโดยใช้เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนในอนาคต อาทิ 1.Carrefour ใช้การปลูกหมุนเวียนในหลายหมวดสินค้า ภายใต้โครงการ Act for Food สนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นให้ผลิตสินค้า Carrefour Quality Line กว่า 700 รายการทั่วโลก ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับและเพิ่มความยั่งยืน 2.PepsiCo เปิดตัวโครงการในลาตินอเมริกา ช่วยเกษตรกรลดรอยเท้าคาร์บอนด้วยปุ๋ยคาร์บอนต่ำ และ 3.Unilever นำเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูมาใช้แล้วกว่า 130,000 เฮกตาร์ และตั้งเป้าขยายเป็น 550,000 เฮกตาร์ภายในปี 2027<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แม้การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูจะมีโจทย์ท้าทาย ทั้งด้านต้นทุนที่สูงขึ้นและความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดของภาคเกษตรไทยในเวทีโลก เพราะแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้น เช่น ประเทศคู่ค้าศักยภาพอย่างสหภาพยุโรป (อียู) มีกฎหมาย Nature Restoration Law เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ โดยแต่ละประเทศสมาชิกอียูต้องจัดทำแผนฟื้นฟูระดับชาติ และยังมีกฎหมายว่าสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ที่ครอบคลุม 7 กลุ่มสินค้า คือ โกโก้ กาแฟ ถั่วเหลือง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โค และไม้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ จะส่งผลให้ผู้นำเข้าของอียูกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญของโลกจึงต้องปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อเทรนด์ผู้บริโภค แต่คือการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับการส่งออกของประเทศในระยะยาว&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025121666e7c3c5513dd61eaab1855929f1c63c144153.jpg' type='image/jpg' length='320292' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.วิเคราะห์เศรษฐกิจสีเงิน พบธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เติบโตสูง มีโอกาสทำเงิน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/136333</link>
<guid isPermaLink="false">8a2de6328037d17a9845c40524efe6f8</guid>
<pubDate>Tue, 02 Dec 2025 11:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.วิเคราะห์โอกาสทองในเศรษฐกิจสีเงิน พบธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีแนวโน้มเติบโตสูง ทั้งธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน สถานบริการดูแลระยะยาว และการดูแลแบบเช้าไปเย็นกลับ แต่ไทยยังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งข้อจำกัดด้านรายได้ของผู้สูงอายุ ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี และขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาด แนะรัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างขีดความสามารถให้กับธุรกิจ และสร้างโอกาสทำเงินทั้งในและต่างประเทศ</strong>&nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้จัดทำรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เรื่อง โอกาสทองในเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองความต้องการและบริการสำหรับผู้สูงอายุ พบว่า มีธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง อีกทั้งไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะส่งเสริมธุรกิจดังกล่าวให้เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการของประเทศ<br />
ทั้งนี้ สนค.ได้วิเคราะห์ข้อมูลนิติบุคคลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทยของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยจำแนกธุรกิจดังกล่าวเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจบริการส่งผู้ดูแลไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home Care) ธุรกิจสถานบริการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุมบริการพักค้างคืน (Long Stay) และธุรกิจสถานบริการดูแลผู้สูงอายุแบบเช้าไปเย็นกลับ (Day Care) ผลการวิเคราะห์พบว่า ในช่วงปี 2565&ndash;2567 นิติบุคคลในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 7.60% ต่อปี<br />
โดย ณ 30 มิ.ย.2568 มีจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด 2,331 ราย ส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก จำนวน 2,299 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 98.63% โดยธุรกิจ Home Care มีจำนวนนิติบุคคลมากที่สุด 1,475 ราย รองลงมาเป็นธุรกิจ Long Stay 810 ราย และธุรกิจ Day Care 46 ราย และพบว่า ในช่วงปี 2565&ndash;2568 ธุรกิจ Long Stay มีการขยายตัวเฉลี่ยมากที่สุดที่ 9.97% รองลงมาเป็นธุรกิจ Home Care ขยายตัว 6.79% ขณะที่ธุรกิจ Day Care หดตัว 3.3%</p>

<p>เมื่อพิจารณาในด้านที่ตั้งธุรกิจ พบว่า ในปี 2567 พื้นที่ ๆ มีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ จำนวน 928 ราย คิดเป็น 41.58% ของนิติบุคคลทั้งหมด รองลงมาคือภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพฯ) 491 ราย 22.00% และภาคเหนือ 241 ราย 10.80% โดยทุกภูมิภาคมีจำนวนนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีการขยายตัวเฉลี่ย ในช่วงปี 2565&ndash;2567 มากที่สุด 13.83% และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ณ 30 มิ.ย.2568 พบว่า ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีการลงทุนรวมอยู่ที่ 16,182.26 ล้านบาท เป็นมูลค่าการลงทุนจากไทย 15,639.87 ล้านบาท สัดส่วน 96.65% และจากต่างชาติ 542.39 ล้านบาท สัดส่วน 3.35% โดยธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนมากที่สุด คือ ธุรกิจ Home Care<br />
นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทยทั้ง 3 ประเภท พบว่า จุดแข็งและกลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจสำเร็จ ได้แก่ การให้บริการครบวงจร การมีสถานที่และสิ่งแวดล้อมเหมาะสมกับผู้สูงอายุ มีความสะดวกและปลอดภัยตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข การมีบุคลากรที่พอเพียงและผ่านการอบรมเฉพาะด้าน การมีพันธมิตรร่วมกับหลายภาคส่วน เช่น โรงพยาบาล บริษัทประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน และการปรับโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่น เช่น การทำแฟรนไชส์ การให้บริการโซลูชันในการบริหารธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ<br />
ขณะเดียวกัน ได้ศึกษาประเทศต้นแบบ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และมาเลเซีย พบว่า ทั้ง 3 ประเทศ เป็นประเทศมีความโดดเด่นด้านการปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน คือ มีการเสริมความเข้มแข็งของระบบรัฐสวัสดิการ มีการสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดตั้งสถานดูแลผู้สูงอายุ รองรับกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และภาครัฐจัดให้มีเงินอุดหนุนและเงินเบี้ยเลี้ยง เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้สูงอายุ<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แม้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพในการแข่งขัน แต่ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทย ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ ข้อจำกัดด้านรายได้ของผู้สูงอายุไทย ธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) และการขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดผู้สูงอายุ ดังนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทย ภาครัฐและเอกชนควรร่วมดำเนินมาตรการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง</p>

<p>โดยมาตรการที่ควรดำเนินการ ได้แก่ 1.ยกระดับมาตรฐานสำหรับธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ กำหนดแนวทางการติดตามคุณภาพบริการและความปลอดภัยของผู้สูงอายุ 2.ส่งเสริมมาตรการการเข้าถึงบริการทางการเงินและการประกันภัย เพิ่มกำลังซื้อของผู้สูงอายุและครอบครัว เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี และการจัดตั้งกองทุนจัดสรรเบี้ยเลี้ยง 3.ป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการแข่งขันและป้องกันการแย่งชิงตลาดจากผู้ประกอบต่างชาติที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 4.จัดทำฐานข้อมูลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ครอบคลุมข้อมูลการตลาด อาทิ สถานการณ์ผู้สูงอายุทั้งในไทยและต่างประเทศ และรายได้ผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ 5.ส่งเสริมการอบรมเฉพาะด้านแก่บุคลากรดูแลผู้สูงอายุ ส่งเสริมการอบรมทักษะวิชาชีพที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ 6.ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง 7.ส่งเสริมการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ การจัดแสดงสินค้าและบริการ และการส่งเสริมธุรกิจผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และ 8.ส่งเสริมการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงพยาบาล บริษัทประกันภัย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่น ๆ<br />
ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ระบุว่า ในปี 2566 มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วโลกประมาณ 1.15 พันล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.66 พันล้านคนในปี 2583 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 45.2% และข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า ในปี 2566 เศรษฐกิจสูงอายุของโลกมีมูลค่าถึง 26.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 26.6% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก ส่วนไทย ในปี 2567 ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ (Aged Society) โดยมีผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ประมาณ 13.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.36% ของประชากรไทยทั้งหมด อีกทั้งในปี 2566 ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีมูลค่าตลาดราว 2,574 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาสูงถึง 25.1%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20251202c5051c5fb381c745234019cc812f6ec6110046.jpg' type='image/jpg' length='117393' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนธันวาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/136330</link>
<guid isPermaLink="false">93449f5479ea79934e6d06753273684a</guid>
<pubDate>Tue, 02 Dec 2025 10:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025123045b800784dcc2d31efb2e3019d55ceb8103433.jpg' type='image/jpg' length='2653369' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกทูตอินเดีย ดันร่วมมือการค้า สานต่อเจรจา FTA ทำข้อตกลงมาตรฐานสินค้า]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/133013</link>
<guid isPermaLink="false">969cfee265eafc05c3e7919ef91b88a6</guid>
<pubDate>Thu, 13 Nov 2025 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;หารือเอกอัครราชทูตอินเดีย เดินหน้าร่วมมือภายใต้ &ldquo;ปฏิญญาร่วมว่าด้วยการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo; เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และการค้าสองฝ่ายให้เติบโตในทุกมิติ เล็งเชื่อมโยงการผลิตกลุ่มสินค้าที่เกื้อกูลกัน สานต่อการเจรจา FTA ให้ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า บริการ ลงทุน พร้อมจัดทำความตกลงยอมรับร่วมมาตรฐานสินค้า ใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา ได้พบกับนายนาเกช ซิงค์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เพื่อขยายโอกาสการค้าภายใต้ความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ โดยยืนยันว่าไทยพร้อมร่วมมือกับอินเดียในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้ &ldquo;ปฏิญญาร่วมว่าด้วยการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo; ที่ลงนามเมื่อเดือน เม.ย.2568 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินเดีย ให้เติบโตอย่างมั่นคงในทุกมิติ เพื่อให้การค้าสองฝ่ายเติมเต็มและตอบโจทย์ความต้องการซึ่งกันและกัน<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และยังมีประชากร Gen Z มากที่สุดในโลก สะท้อนถึงการขยายตัวของชนชั้นกลางในอินเดียที่มีความต้องการบริโภคมหาศาล รวมทั้งยังมีแรงงานคุณภาพให้แก่ตลาดโลก โดยไทยพร้อมร่วมมือกับอินเดียในการสร้างห่วงโซ่อุปทานตอบสนองความต้องการของทั้งผู้บริโภคและอุตสาหกรรมภายในประเทศของอินเดีย รวมทั้งพัฒนาฐานการผลิตร่วมกันเพื่อผลิตและส่งออกไปยังประเทศที่สาม ขณะเดียวกัน ไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถเชื่อมอินเดียสู่ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและเอเชียตะวันออกได้<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกื้อกูลการผลิตระหว่างไทยกับอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ อาหารแปรรูป เป็นต้น จึงได้เสนอให้อินเดียสานต่อการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย เพื่อยกระดับให้เป็นความตกลงการค้าเสรีแบบครอบคลุม (Comprehensive FTA) ทั้งการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ<br />
โดยในระยะสั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายจะพิจารณาจัดทำความตกลงยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้า โดยระบุสินค้าที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมทั้งริเริ่มการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างไทยกับอินเดียภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่เป็นภาคีร่วมกัน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้สนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าทั้งในไทยและอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ขยายโอกาสทางการค้า และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ โดยตนมีแผนจะนำคณะเอกชนไทยเยือนเมืองมุมไบในช่วงเดือน ม.ค.2569 เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Business Networking ในสาขาวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ยั่งยืน&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับอินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในปี 2567 การค้ารวมมีมูลค่า 17,457.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.83% แบ่งเป็นการส่งออกไปอินเดียมูลค่า 11,760.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และการนำเข้าจากอินเดียมีมูลค่า 5,696.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญจากอินเดีย อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 5,197.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในช่วง 9 เดือนปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้ารวมมีมูลค่า 16,381.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.25% แบ่งเป็นการส่งออก 11,906.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 4,474.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ดุลการค้า 7,432.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202511137bbd9856a5cfa874f17a43135b60035d102158.jpg' type='image/jpg' length='424175' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เกาะติดผักชี เร่งกระจายผลผลิตเข้าพื้นที่ขาดแคลน คาดสัปดาห์หน้าราคาลง]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/133004</link>
<guid isPermaLink="false">4e3756f4bd42c9b9e6078f4606d36356</guid>
<pubDate>Thu, 13 Nov 2025 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ &ldquo;ผักชี&rdquo; หลังราคาปรับตัวสูงขึ้น เผยได้รับผลกระทบจากฝนตก น้ำท่วม ทำผักเสียหาย ประสานผลผลิตจากแหล่งอื่นกระจายไปยังพื้นที่ขาดแคลนแล้ว คาดสัปดาห์หน้าปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายผักในตลาดช่วงปลายฤดูฝน พบว่า ผักชีเป็นผักที่มีราคาจำหน่ายปรับสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาผักชีเกรดดีที่มีความสมบูรณ์เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 250 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ยอยู่ราวกิโลกรัมละ 130 บาท ขณะที่ผักชีเกรดรอง ซึ่งได้รับความเสียหายบางส่วนจากฝนตก ยังคงมีจำหน่ายในตลาดในราคาประมาณ 130 บาทต่อกิโลกรัม โดยกรมได้เร่งดำเนินการประสานความร่วมมือกับสมาคมตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทยและภาคเอกชน เพื่อกระจายผลผลิตจากแหล่งปลูกอื่นเข้าทดแทนในตลาด และลดความตึงตัวของราคา คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า เมื่อผลผลิตจากแหล่งใหม่ทยอยออกสู่ตลาด ราคาผักชีจะเริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสาเหตุของการปรับขึ้นราคาผักในช่วงนี้ มาจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกที่ทำให้ผักบางส่วนได้รับความเสียหาย และสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเตรียมแปลงเพาะปลูกใหม่ได้ทัน อีกทั้งผักชีที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวถูกฝนชุก ทำให้ใบช้ำหรือเน่า ต้องคัดแยกมากขึ้น ส่งผลให้ผักชีที่มีคุณภาพดีมีปริมาณลดลง ราคาจึงปรับสูงขึ้นตามคุณภาพสินค้า</p>

<p>ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งไม่ใช่แหล่งปลูกหลัก ต้องขนส่งผักชีจากภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจำหน่าย ทำให้ใช้เวลาขนส่งนานขึ้น ประกอบกับผักชีเป็นผักที่เน่าเสียง่าย จึงเกิดการสูญเสียระหว่างทางบางส่วน ส่งผลให้ผักชีเกรดสมบูรณ์มีราคาสูงกว่าปกติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว ได้เร่งประสานความร่วมมือกับสมาคมตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย รวมถึงผู้ประกอบการค้าส่ง&ndash;ค้าปลีก และเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการนำผักชีจากแหล่งเพาะปลูกอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ลพบุรี และสระบุรี เข้ามาทดแทนในตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในทุกภูมิภาค และพร้อมเชื่อมโยงแหล่งผลิตอื่น กระจายไปในทุกพื้นที่อย่างทันท่วงที เพื่อดูแลราคาผักให้อยู่ในสถานการณ์ปกติตลอดช่วงปลายฤดูฝนนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202511133f49fbcc882a8f38c42c90afb5316ff1095428.jpg' type='image/jpg' length='663796' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ซุปเปอร์จี”@อาเซียน-เอเปก]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132308</link>
<guid isPermaLink="false">c5e709b435438b832c40cb69e707a4a0</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 09:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา &ldquo;<strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้เป็น &ldquo;<strong>ตัวแทน</strong>&rdquo; ประเทศไทย ในระดับ &ldquo;<strong>รัฐมนตรีการค้า</strong>&rdquo; เดินทางไปเข้าร่วม &ldquo;<strong>การประชุมสำคัญ</strong>&rdquo; ถึง 2 การประชุม คือ การประชุมผู้นำอาเซียน ที่มาเลเซีย และผู้นำเอเปก ที่เกาหลีใต้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ที่อาเซียน ในช่วงการประชุม &ldquo;<strong>คณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ</strong>&rdquo; นางศุภจี ได้ผลักดันการเจรจา &ldquo;<strong>ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA)</strong>&rdquo; ที่เป็นกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทันสมัย และไทยยังเป็นประธานคณะเจรจา โดยขอให้ &ldquo;<strong>เร่งสรุป</strong>&rdquo; ให้จบภายในไตรมาสแรกปี 2569 และลงนามในปี 2569 ที่ฟิลิปปินส์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ไม่เพียงแค่นั้น ยังผลักดันให้อาเซียนร่วมมือด้าน &ldquo;<strong>กฎถิ่นกำเนิดสินค้า</strong>&rdquo; เพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์ และปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้โปร่งใส สอดคล้องมาตรฐานสากล มุ่งเรื่องความยั่งยืน เน้นลดคาร์บอน เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจภาคทะเล รวมทั้งผลักดันการเจรจาอัปเกรด &ldquo;<strong>เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย</strong>&rdquo; ให้มีความคืบหน้าและให้สรุปผลภายในปีนี้ และ &ldquo;<strong>รับทราบ</strong>&rdquo; ความคืบหน้าการรับ &ldquo;<strong>ติมอร์-เลสเต</strong>&rdquo; เป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในระหว่างการประชุม นางศุภจียังได้ใช้โอกาสนี้หารือกับ &ldquo;<strong>เตงกู ซาฟรุล เตงกู อับดุล อาซิซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมของมาเลเซีย</strong>&rdquo; เห็นพ้องร่วมมือด้านเกษตรและอาหาร และนัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-มาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้าชายแดน การขนส่ง และฮาลาลกันต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ช่วงการประชุมยังมีเรื่องที่เรียกเสียงฮือฮา ก็คือ การมี &ldquo;<strong>แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา</strong>&rdquo; ที่จะใช้เป็นกรอบการเจรจา ซึ่งมีทั้งเรื่องการลดภาษี ลดอุปสรรคการค้า การเปิดตลาด การซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ โดยนางศุภจีบอกว่า ทั้งหมดยังไม่มีผลทางกฎหมาย จนกว่าจะเจรจากันสำเร็จ และตั้งเป้าเจรจาให้จบภายในสิ้นปีนี้</p>

<p>ส่วนการประชุมร่วมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก นางศุภจีขอให้อาเซียนร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเมืองให้มั่นคง เพราะปัจจุบันมีความผันผวนทาง &ldquo;<strong>ภูมิรัฐศาสตร์</strong>&rdquo; ที่มีผลกระทบต่อการรวมกลุ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้นได้เป็นตัวแทน &ldquo;<strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&rdquo; ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของไทย ให้กับภาคธุรกิจต่าง ๆ ของอาเซียนที่มาร่วมงานกว่า 500 คน โดยได้ย้ำนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ที่เน้นกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว ทั้งคนละครึ่ง พลัส การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การสนับสนุน SME และการดึงดูดการลงทุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ช่วงการประชุม นางศุภจียังได้ลงนาม &ldquo;<strong>พิธีสารเพื่อยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน</strong>&rdquo; หรือ &ldquo;<strong>ACFTA 3.0</strong>&rdquo; และลงนาม &ldquo;<strong>พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน</strong>&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เข้าร่วมการประชุม &ldquo;<strong>สุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5</strong>&rdquo; ร่วมกับผู้นำ RCEP จาก 15 ประเทศ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังความตกลงเริ่มบังคับใช้ โดยนางศุภจีได้ยืนยันจุดยืนในฐานะสมาชิก RCEP ให้รักษาระบบการค้าพหุภาคีที่เปิดกว้าง โปร่งใส มีกฎเกณฑ์ ขอให้เร่งเพิ่มสมาชิกใหม่ และผลักดันการทบทวนความตกลง RCEP ที่จะเริ่มในปี 2570 ต้องเน้นประเด็นที่สอดคล้องกับทิศทางโลกและความต้องการของภาคธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เมื่อจบการประชุมอาเซียน ที่มาเลเซีย นางศุภจีได้บินต่อไปยังเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมการประชุม &ldquo;<strong>ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก</strong>&rdquo; โดยได้มีโอกาสพบหารือกับ &ldquo;<strong>นายยอ ฮัน-กู รัฐมนตรีการค้า ของกระทรวงการค้า อุตสาหกรรมและทรัพยากรของเกาหลีใต้</strong>&rdquo; เห็นพ้องกันที่จะเร่งการเจรจา &ldquo;<strong>FTA ไทย-เกาหลีใต้</strong>&rdquo; ให้สรุปผลโดยเร็ว และเตรียมพร้อมเจรจาอัปเกรดความตกลง FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ ที่จะเริ่มต้นปี 2569</p>

<p>ทั้งนี้ นางศุภจียังขอให้เกาหลีใต้พิจารณาเปิดตลาดให้สินค้าสำคัญของไทย อาทิ มะม่วง เนื้อไก่สดและปรุงแต่ง ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้งปรุงแต่ง ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง น้ำตาล และอาหารปรุงแต่งด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
คิวต่อไป ได้พบหารือกับ &ldquo;<strong>นางเกลาเดีย ซันอูเอซา ริเบโรส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สาธารณรัฐชิลี</strong>&rdquo; ได้แลกเปลี่ยนมุมมองความร่วมมือการค้า การลงทุน เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี FTA ไทย-ชิลี และถือโอกาส ผลักดันเพิ่มความร่วมมือด้าน &ldquo;<strong>พลังงาน</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ขายข้าว</strong>&rdquo; ให้กับชิลีด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้น ได้หารือกับ &ldquo;<strong>น.ส.เทเรซา เมรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐเปรู</strong>&rdquo; เห็นพ้องที่จะผลักดันการเจรจา FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ หลัง FTA เดิมใช้มากว่า 20 ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปิดท้ายด้วยการเปิดแถลงข่าว &ldquo;<strong>ความสำเร็จ</strong>&rdquo; ในการเข้าร่วมการประชุม &ldquo;<strong>อาเซียน-เอเปก</strong>&rdquo; ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ในช่วงคืนวันที่ 1 พ.ย.2568 สรุปผลการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยนางศุภจี บอกว่า ในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบ ได้มีการหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรี 5 ประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือการค้าและสร้างตลาดใหม่ มีโอกาสหารือกับ 3 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และองค์การการค้าโลก &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วน &ldquo;<strong>ประเด็นสำคัญ</strong>&rdquo; ที่ต้องบอกว่าเป็นไฮไลต์ ก็คือ ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่ไทยเป็นประธานจัดทำ เพราะหากทำสำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่มีความร่วมมือด้านนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
แค่สัปดาห์เดียว นางศุภจีที่เพิ่งสวมบท &ldquo;<strong>รัฐมนตรีการค้า</strong>&rdquo; ของไทยเป็นครั้งแรก สามารถสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุนให้กับประเทศไทยได้มากมาย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025111094f19022aea36b6b7c9dc3a4d0a83d98095456.jpg' type='image/jpg' length='654127' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนพฤศจิกายน 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/131207</link>
<guid isPermaLink="false">81c3829c5a3dc8adeb83155e51b9359d</guid>
<pubDate>Mon, 03 Nov 2025 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025112864216f036c065162e0d38fa1407148d0125648.jpg' type='image/jpg' length='438882' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนตุลาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127294</link>
<guid isPermaLink="false">6293237ad441bf19f6d8710c6f93dc21</guid>
<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 14:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202510315a37e035904a88127f0c702a15d7422f161321.jpg' type='image/jpg' length='428759' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปี 2568 พาณิชย์ หนุนเกษตรกร ใช้ไม้ยืนต้นค้ำกู้เงินได้กว่า 1.8 ล้านบาท]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/124583</link>
<guid isPermaLink="false">e43dbd8de00a845335cf267a4e09ddeb</guid>
<pubDate>Tue, 23 Sep 2025 08:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}"><strong>ปี 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระตุ้นเกษตรกร 4 นคร นำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจกว่า 800 ราย พร้อมสร้างบรรทัดฐานการขอสินเชื่อรูปแบบใหม่ ที่มีแค่ &lsquo;ต้นไม้&rsquo; ก็สามารถต่อยอดกู้เงินไปลงทุนได้</strong></p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปี 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญกับโครงการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจมาเป็นลำดับต้น โดยได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาระบบจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบ Host to Host และการส่งเสริมการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อพัฒนาระบบรองรับการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันแบบ Host to Host เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรใช้ไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ</p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">ซึ่งถือเป็นปีที่กรมฯ ทำงานอย่างหนักเพื่อให้เกษตรกรและ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว รวมถึง สร้างบรรทัดฐานการขอสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่มี &lsquo;ไม้ยืนต้น&rsquo; ก็สามารถต่อยอดนำไปกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ซึ่งช่วยแก้เพนพ้อยท์การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเกษตรกร และ SME รายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม และบรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจได้อย่างตรงจุดที่สุด</p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">ตลอดการลงพื้นที่ 4 ภาค 4 นคร ประกอบด้วย จ.นครสวรรค์ นครพนม นครนายก และนครศรีธรรมราช กรมฯ ได้ร่วมกับ ธ.ก.ส. ได้ให้ความรู้แก่เกษตรกร รวมกว่า 800 ราย ได้ทราบถึงกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ ที่เน้นการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินโดยไม่ต้องตัดต้นไม้ขาย เป็นจุดมุ่งหมายหลักที่ต้องการให้เข้าใจถึงกระบวนการเข้าถึงสินเชื่อโดยมีต้นไม้เป็นสื่อกลาง มีการสาธิตประเมินมูลค่าต้นไม้ทำให้ทราบถึงมูลค่าในเบื้องต้น</p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">ไม่เพียงเท่านั้น ยังให้ความรู้เพิ่มเติมถึงคุณประโยชน์หรือมูลค่าเพิ่มของไม้ยืนต้นเรื่องอื่นๆ เช่น คาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นสินค้าอนาคตที่เป็นผลพลอยได้จากการปลูกไม้ยืนต้น และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เมื่อเกษตรกรเข้าใจถึงความสำคัญของต้นไม้อย่างถ่องแท้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากต้นไม้นั้นได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการใช้ประโยชน์จากกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ ก็จะยิ่งช่วยให้ไม้ยืนต้นที่ปลูกเป็นมากกว่าต้นไม้ที่ให้เพียงร่มเงาหรือผลิตออกซิเจนเท่านั้น แต่จะเป็นต้นไม้ที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินชีวิตให้มีความมั่นคงมากขึ้น</p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">ดีใจที่เห็นเกษตรกรเข้าใจถึงรายละเอียดและพร้อมใช้ประโยชน์จากกฎหมาย ว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ เพราะนั่นหมายถึง ทางออกด้านการเงินที่เป็นปัญหาหลักและปัญหาใหญ่ของเกษตรกรไทยในปัจจุบัน ทำให้ได้เห็นประโยชน์ของไม้ยืนต้นที่ปลูกบนที่ดินของตนเองว่าสามารถนำมาแปลงเป็นเงินทุนต่อยอดทำธุรกิจหรือใช้สอยในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องหาหลักทรัพย์อื่นมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงิน &lsquo;ไม้ยืนต้น&rsquo; จึงเปรียบเสมือน &lsquo;ทองคำ&rsquo; บนดินที่มีคุณค่าและพร้อมสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่เกษตรกรในระยะยาว</p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">นอกจากนี้ ผลสืบเนื่องจากการให้ความรู้เกษตรกรในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช นายสุมิตร ศรีวิสุทธิ์ เกษตรกรอำเภอถ้ำพรรณรา ได้มีการใช้ประโยชน์จากกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจทันที หลังจากที่ได้รับความรู้และรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายฯ จากกรมฯ โดยนำไม้ยืนต้นที่ปลูกบนที่ดินของตนเอง จำนวน 136 ต้น ได้แก่ ต้นสักทอง 100 ต้น ต้นตะเคียนทอง 21 ต้น ต้นแดง 9 ต้น และต้นพะยูง 6 ต้น มาเป็นหลักประกันทางธุรกิจกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยกรมฯ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมอย่างเต็มที่ ได้รับวงเงินสินเชื่อ 50,000 บาท (ราคาประเมิน 103,735 บาท) แสดงให้เห็นว่าไม้ยืนต้นสามารถเปลี่ยนเป็นเงินทุนได้จริง</p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">และมีขั้นตอนการกู้เงินที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่คิด ซึ่งนายสุมิตร นับเป็นเกษตรกรรายแรกของ จ.นครศรีธรรมราช ที่ได้รับวงเงินสินเชื่อภายใต้กฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ และเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรรายอื่นที่ปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินของตนเองเกิดแรงบันดาลใจในการนำไม้ยืนต้นนั้นมาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเมื่อต้องการเงินลงทุนหรือนำไปใช้สอยในชีวิตประจำวัน และเมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถนำไม้ยืนต้นที่มีการเจริญเติบโตมาขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้ตามมูลค่าต้นไม้ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน</p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">ทั้งนี้ ภายหลังการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กับ ธ.ก.ส. พบว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2568) มีเกษตรกรนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 30,247 ต้น วงเงินรวม 1,806,000 บาท โดยต้นไม้ที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เช่น ต้นสัก ตะเคียนทอง พะยูง แดง ยูคาลิปตัส ยางพารา เป็นต้น</p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมฯ พร้อมเดินหน้าลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจแก่เกษตรกร และ SME รายย่อย หรือหากหน่วยงานภาครัฐ / เอกชน หรือกลุ่มเกษตรกรต้องการให้จัดส่งวิทยากรเพื่อให้ความรู้ฯ เพิ่มเติม กรมฯ มีความพร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถติดต่อได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5048, Call Center 1570, e-mail : stro@dbd.go.th และ&nbsp;<a data-t="{&quot;n&quot;:&quot;destination&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:1,&quot;c.t&quot;:7}" href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a></p>

<p data-t="{&quot;n&quot;:&quot;blueLinks&quot;,&quot;t&quot;:13,&quot;a&quot;:&quot;click&quot;,&quot;b&quot;:76}">นับตั้งแต่ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจมีผลบังคับใช้ในปี 2561 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2568) มีเกษตรกร และ SME ทั่วประเทศนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้ว 197,549 ต้น (316 สัญญา) วงเงินรวมกว่า 187 ล้านบาท ต้นไม้ที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เช่น ต้นสัก ยาง มะฮอกกานี สะเดา ประดู่ป่า พะยูง พลวง มะม่วง เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025092326fc83b7c65d32e5cb4630b27ab01bf0085015.jpg' type='image/jpg' length='131072' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดกันยายน เดือนกันยายน 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/121925</link>
<guid isPermaLink="false">8fbc816171c1cb1bfb54540c6e37ef6d</guid>
<pubDate>Fri, 05 Sep 2025 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250930e70f097531cf36c8de27546b4fb96efb152610.jpg' type='image/jpg' length='430361' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บอร์ดพืชน้ำมันเคาะเปิดตลาดถั่วเหลือง-มะพร้าว ยึดหลักผู้ผลิตมีวัตถุดิบ เกษตรกรไม่กระทบ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/119141</link>
<guid isPermaLink="false">9ea355fc05f5888201d56441c7891855</guid>
<pubDate>Tue, 19 Aug 2025 09:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เห็นชอบการเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้าถั่วเหลือง และมะพร้าว ยึดหลักผู้ประกอบการมีวัตถุดิบสม่ำเสมอและเพียงพอต่อการผลิต และไม่กระทบกับเกษตรกรภายในประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้</strong><br />
<br />
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2568 ที่มีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบการเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง เมล็ดถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง และมะพร้าว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง มีวัตถุดิบป้อนโรงงานอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ โดยไม่กระทบกับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้สินค้าถั่วเหลืองและมะพร้าวเป็นวัตถุดิบ และไม่กระทบกับเกษตรกรในประเทศ โดยยึดหลักการดูแลราคาผลผลิตของเกษตรกรเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการจัดหาวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม<br />
<br />
สำหรับการเปิดตลาด ได้กำหนดเงื่อนไข ดังนี้ 1.การเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรี (FTA) อื่น ๆ ปี 2568&ndash;2570</p>

<p>2.การเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลืองและการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองคราวละ 3 ปี (2569&ndash;2571) เพื่อสนับสนุน อุตสาหกรรมสกัดน้ำมัน อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแล ประกอบด้วยหน่วยงานรัฐ เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง และภาคเอกชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.การเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้าน้ำมันถั่วเหลืองและแฟรกชันของน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าวและมะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าวและแฟรกชันของน้ำมันมะพร้าว ปี 2569&ndash;2571 ตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรี (FTA) อื่น ๆ ตามความจำเป็นของตลาดภายในประเทศ โดยเน้นรักษาเสถียรภาพราคา ไม่ให้ผันผวนจนกระทบเกษตรกรผู้ผลิต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การประชุมครั้งนี้ เป็นการวางกลไกบริหารจัดการสินค้าพืชน้ำมันและน้ำมันพืชให้เกิดความสมดุลและเหมาะสม โดยคำนึงถึงพี่น้องเกษตรกรในประเทศเป็นลำดับแรก ซึ่งอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อดูแลราคาผลผลิตให้เป็นธรรม ควบคู่ไปกับการจัดหาวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งจะช่วยรักษาความมั่นคงทางอาหาร เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังมุ่งเน้นการผลักดันการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น โดยต้องทำอย่างสมดุล ระหว่างการคุ้มครองเกษตรกรและการดูแลอุตสาหกรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นายจตุพรกล่าว</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8243">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/r92PvF56?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202508196d55cd1cbb64cae1787c78af78544e66093849.jpg' type='image/jpg' length='350273' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[📢 ราคาผลไม้ ณ จุดรับซื้อ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2568 (ทุเรียน) 💛]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118565</link>
<guid isPermaLink="false">2a0bb63eca1a79c8a466f0a38a67a40e</guid>
<pubDate>Thu, 14 Aug 2025 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202508144ad79a0e02c4dfec71ef3111d6b72e67105717.jpg' type='image/jpg' length='398825' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนสิงหาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117336</link>
<guid isPermaLink="false">3f8520d8e05a9f70fc08712c2b7dbd0b</guid>
<pubDate>Mon, 04 Aug 2025 15:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250829faa205d7042b005dc14508117b627d22145731.jpg' type='image/jpg' length='417653' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“จตุพร–ฉันทวิชญ์” นำทีมพาณิชย์เยือนสหรัฐฯ ถกผู้บริหาร Clark Associates Inc. บริษัทจำหน่ายสินค้า Food Service อันดับหนึ่งอเมริกา เร่งผลักดันนำเข้าสินค้าไทยเพิ่ม]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/114732</link>
<guid isPermaLink="false">9814d1c98c3b18df36548150f052637e</guid>
<pubDate>Mon, 21 Jul 2025 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และนางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก เข้าพบหารือกับ Mrs. Nipa Kim Senior Global Sourcing Manager บริษัท Clark Associates Inc. ณ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 เวลา 9.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น สหรัฐอเมริกา ว่า การหารือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ให้เพิ่มมากขึ้น ตาม 1 ใน 10 นโยบายเร่งด่วน ที่ตนให้กับทีมพาณิชย์ในการเร่งรัดการส่งออก และบุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งบริษัท Clark Associates Inc. ถือเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าอุปกรณ์และเครื่องใช้สำหรับอุตสาหกรรม Food Service โดยกระทรวงพาณิชย์ได้รับทราบความต้องการของบริษัทในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล (Database) ภาครัฐให้ภาคเอกชนจับคู่ธุรกิจง่ายขึ้น ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้าทั่วโลกถือเป็นโอกาสที่ภาคธุรกิจไทยจะได้ปรับโครงสร้างให้สามารถแข่งขันได้</p>

<p>นายจตุพร กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัท Clark Associates Inc. มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากไทยถึง 628 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นหลัก 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต โดยสินค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ ตู้แช่เชิงพาณิชย์ เครื่องทำความเย็น เตาอบ ไมโครเวฟ ชั้นวางอาหาร ถุงมือแพทย์ กล่องอาหาร แก้วน้ำ แก้วไวน์ โต๊ะกลางแจ้ง และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกได้อย่างมีคุณภาพ</p>

<p>นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือในครั้งนี้ มีสาระสำคัญครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก ได้แก่<br />
1.แสดงความพร้อมของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตที่มีศักยภาพสูง โดยเน้นย้ำถึงความสามารถของผู้ผลิตไทยในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์ครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์<br />
2.เชิญชวนผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเยี่ยมชมโรงงานผลิตของผู้ประกอบการไทย และเข้าร่วมกิจกรรม Business Matching โดยมีภาครัฐไทยพร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่<br />
3.แลกเปลี่ยนข้อมูลแนวโน้มความต้องการของตลาดสหรัฐฯ ให้ผู้ผลิตไทยสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม<br />
4.หารือแนวทางลดอุปสรรคทางการค้าและโลจิสติกส์ อาทิ มาตรการทางภาษี มาตรฐานสินค้า และกระบวนการทางศุลกากร พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากบริษัทฯ และเสนอให้ภาครัฐไทยหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยกันอำนวยความสะดวก เพื่อให้การนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น</p>

<p>และทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ขอบคุณบริษัทฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรม Online Business Matching กับผู้ประกอบการไทย ภายใต้กิจกรรม &ldquo;USA&ndash;Thailand Online Business Matching: Gateway of Sourcing Thai Products&rdquo; ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17&ndash;19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และผลไม้แช่แข็ง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ</p>

<p>นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือกับบริษัท Clark Associates Inc.ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการขับเคลื่อนการส่งออก ขยายตลาดเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการสร้างโอกาสให้กับสินค้าไทยโดยอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพ ช่วงเวลานี้เราต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่อย่างทันท่วงที เพื่อผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดอเมริกาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>

<p>ทั้งนี้ บริษัท Clark Associates Inc. เป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการอาหารรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี 1971 โดย Glenn และ Lloyd Clark ที่เมือง Hatville รัฐเพนซิลเวเนีย ก่อนจะขยายธุรกิจเข้าสู่การติดตั้งและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ครัว และเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Lancaster รัฐเพนซิลเวเนีย มียอดขายรวมกว่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท มีสินค้าเกือบ 500,000 รายการ (SKUs) และมีพนักงานกว่า 8,200 คน โดยลูกค้าสำคัญของบริษัท ได้แก่ Disney, Marriott Hotel, Starbucks, Subway และ Chick-fil-A เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/file/get/file/202306193051d0a8b18bc8e386c0ec3b3d03c08b135357.jpg' type='image/jpg' length='' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รายงานภาวะราคาทุเรียน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนกรกฎาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/112697</link>
<guid isPermaLink="false">73a22e3cc5a21f2c834a89b718d90647</guid>
<pubDate>Fri, 04 Jul 2025 13:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025070408ab70c683d66dacfdaa33c94bf46a62134250.jpg' type='image/jpg' length='658393' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนกรกฎาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/112059</link>
<guid isPermaLink="false">a4f6d3adb00376d42a757f3ccf7213f7</guid>
<pubDate>Tue, 01 Jul 2025 15:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025073168738842805228ebe4c7957e104c731d131526.jpg' type='image/jpg' length='426228' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดือนมิถุนายน 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107722</link>
<guid isPermaLink="false">8b41000bf34362712c6218f02c076ca8</guid>
<pubDate>Wed, 04 Jun 2025 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202506305e6f1980949db1fe8c9fad39d98e7565133643.jpg' type='image/jpg' length='428469' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 30 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107242</link>
<guid isPermaLink="false">e4880d92939ff6c556508190345fd58c</guid>
<pubDate>Fri, 30 May 2025 12:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025053028ed8434f269bfe4d472753493abc086125200.jpg' type='image/jpg' length='416635' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 29 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107027</link>
<guid isPermaLink="false">cab3d369ce93d8d2ad0f2cdc1514ee8f</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 14:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250529900247f33f0ca82e3c38563370425c4b144753.jpg' type='image/jpg' length='418232' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย” ผนึกพลังทูตพาณิชย์ทั่วโลก – พาณิชย์จังหวัด – เอกชน ฝ่าความท้าทายส่งออกไทย มอบ 10 นโยบายเร่งด่วน ขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106928</link>
<guid isPermaLink="false">0ae78170c5a997a4bd88a1621f027338</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 10:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันพุธที่ 28 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ (สคต.) และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 200 ราย โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ร่วมด้วย</p>

<p>นายพิชัย กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการระดมพลทีมกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง ส่วนต่างประเทศ และส่วนภูมิภาคอย่างพร้อมเพรียง เพื่อบูรณาการการทำงานเชิงรุกในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างมีเอกภาพ และเชื่อมโยงกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการกำหนดแนวทางผลักดันการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางความท้าทายจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariffs) และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน</p>

<p>ในการประชุม ทูตพาณิชย์จากทั่วโลกได้นำเสนอแผนกลยุทธ์เจาะตลาดสำคัญ 5 กลุ่ม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินเดีย ตะวันออกกลาง อาเซียน และจีน โดยเฉพาะการใช้ Soft Power สร้างกระแสนิยมสินค้าไทยในตลาดระดับบน การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการบูรณาการระหว่างพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ</p>

<p>นายพิชัย ได้มอบนโยบาย 10 ประเด็นสำคัญ ให้แก่ทีมงานกระทรวงพาณิชย์ เพื่อ &ldquo;พลิกวิกฤตเป็นโอกาส&rdquo; โดยมีเป้าหมายหลักในการขยายตลาดส่งออก สร้างความเชื่อมั่น และเสริมบทบาทของไทยในเวทีการค้าโลก ได้แก่</p>

<p>1.ทิศทางของเศรษฐกิจไทยกำลังไปได้ดี โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ขยายตัว 10.2% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และ 7 เดือนของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร การส่งออกไทยเติบโตต่อเนื่องขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 12.5%<br />
2.เดินหน้าเจรจามาตรการภาษีของสหรัฐฯ บนพื้นฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน<br />
3.เร่งรัดการเจรจาและลงนาม FTA ใหม่ ทั้งกับกลุ่มประเทศ EFTA ภูฏาน EU สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งตนมีนัดพบกับนายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ เพื่อผลักดันให้การเจรจา FTA กับ EU สำเร็จเร็วที่สุด โดยตั้งเป้าปิดดีลภายในปีนี้<br />
4.ขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ 7 มาตรการ 25 แผนงาน ทั้งด้านตลาด ความเชื่อมั่น การแปรรูป และการอำนวยความสะดวก<br />
5.เปิดตลาดใหม่ให้สินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวและมันสำปะหลัง<br />
6.แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในพื้นที่อย่างทันท่วงที โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ<br />
7.ประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT โฉมใหม่ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดโลก<br />
8.ส่งเสริมการบูรณาการทำงานไร้รอยต่อระหว่างพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์<br />
9.สื่อสารผลงานของกระทรวงพาณิชย์เชิงรุก สร้างความเข้าใจในบทบาทและภารกิจของกระทรวง<br />
10. เน้นทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ในทุกมิติของการค้าและการส่งออก</p>

<p>นายพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า &ldquo;หัวใจของความสำเร็จในการขับเคลื่อนการส่งออก คือ การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ผมเชื่อมั่นว่า หากเราทำงานเป็นทีม ทำงานเชิงรุก และเชื่อมโยงกันอย่างมีเอกภาพ เราจะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตและเติบโตได้อย่างมั่นคง แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่ถาโถมเข้ามาในปีนี้&rdquo;</p>

<p>ทั้งนี้ รัฐมนตรีพาณิชย์ได้เน้นย้ำว่า ภาครัฐต้องสร้างขีดความสามารถและเปิดตลาดใหม่ให้เอกชน พร้อมผลักดันให้มีการประชุมร่วมระหว่างรัฐและเอกชนทุกไตรมาส เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการสื่อสารเชิงรุก และการเชื่อมโยงระหว่างพาณิชย์จังหวัดกับทูตพาณิชย์เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ</p>

<p>ด้านผู้แทนภาคเอกชน ต่างเห็นพ้องกับแนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์<br />
โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยยินดีที่ได้รับฟังแนวทางทั้งระยะสั้น กลาง และยาวจากรัฐมนตรี โดยเฉพาะระยะสั้นประเด็นภาษีของสหรัฐฯ ที่ต้องเร่งแก้ไขร่วมกัน</p>

<p>ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ช่วยให้ภาคเอกชนวางแผนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และพร้อมจะสนับสนุนเต็มที่ในภาวะที่การแข่งขันรุนแรง</p>

<p>และนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ได้เห็นภาพการประชุมร่วมกันกับกระทรวงพาณิชย์ไปในทิศทางที่ดีมาก เป็นมิติของโปรแอคทีฟทางเราเห็นว่าการค้าระหว่างประเทศเราน่าจะไปได้ดี กระทรวงพาณิชย์พร้อมเป็นนักรบทางการค้าระหว่างประเทศ</p>

<p>ด้านปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถนำมันสำปะหลังไปเป็นสารตั้งต้นผลิตแคปซูลยา ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้มากกว่าร้อยเท่า</p>

<p>นายพิชัย ระบุว่า ปี 2568 ยังคงเป็น ปีทองของการส่งออกไทย หากสามารถดำเนินมาตรการตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเจรจา FTA กับ EU และการบุกตลาดใหม่ในตะวันออกกลางและอาเซียน รวมถึงการใช้ &ldquo;Thai SELECT โฉมใหม่&rdquo; ที่เป็นการให้ดาว เป็น Soft Power ยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250529b5ee93c114d2f280f93d0752d8632e97105220.jpg' type='image/jpg' length='606495' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 28 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106742</link>
<guid isPermaLink="false">4d8b6ecf711b92967a1647e35220065e</guid>
<pubDate>Wed, 28 May 2025 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202505285b6583d09cf67acf401d9ddf7041857e131458.jpg' type='image/jpg' length='416022' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 27 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106541</link>
<guid isPermaLink="false">6ad5b92860915730da1de65baa16134f</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 13:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202505272fe48138c63d546bf16eb81c548421ff134302.jpg' type='image/jpg' length='417526' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 26 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106330</link>
<guid isPermaLink="false">bde3001c0669351077fce9cd775125f7</guid>
<pubDate>Mon, 26 May 2025 15:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202505269affbccc3aef35f36d1da91bf17daeb4155551.jpg' type='image/jpg' length='419738' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 23 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106326</link>
<guid isPermaLink="false">6abd007329f46cf20abbdcb43193a613</guid>
<pubDate>Mon, 26 May 2025 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250526704527c74cbc8716cd57067feba32e3a155452.jpg' type='image/jpg' length='417012' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 22 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/105861</link>
<guid isPermaLink="false">099c7a61bc4c3dce40274ebc99aed266</guid>
<pubDate>Thu, 22 May 2025 16:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025052249d55ea12497d389130522a9554c1da8163304.jpg' type='image/jpg' length='418433' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 20 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/105637</link>
<guid isPermaLink="false">86e0fd769df8885e42d1438749a57248</guid>
<pubDate>Wed, 21 May 2025 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202505212f9ac1376489764966aad2dbeacb1a8a155749.jpg' type='image/jpg' length='416105' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 20 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/105372</link>
<guid isPermaLink="false">f7e9de0416178d7f68aaf5d6ba1af708</guid>
<pubDate>Tue, 20 May 2025 14:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250520f62e1bc43031ed4b76098d835694b809144915.jpg' type='image/jpg' length='415893' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 19 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/105101</link>
<guid isPermaLink="false">dcb9a85557c9eea05159104fd350737e</guid>
<pubDate>Mon, 19 May 2025 13:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250519b3ccd9a67ef13e971d60b9c1f2ce5076133844.jpg' type='image/jpg' length='417855' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 16 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/104927</link>
<guid isPermaLink="false">0f7ed4fe68e55087c0c50d810279607e</guid>
<pubDate>Fri, 16 May 2025 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202505165501f72d415d444c1d323a5756c94e9d160225.jpg' type='image/jpg' length='416758' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 15 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/104713</link>
<guid isPermaLink="false">ecf22f5d71ca9875d0f5c8aec06e33a0</guid>
<pubDate>Thu, 15 May 2025 15:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025051536aa6f9dd28bb823efe82748c8256b14151530.jpg' type='image/jpg' length='418401' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 14 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/104412</link>
<guid isPermaLink="false">7e966cbb8892f6ab66fcd703eaac3bb7</guid>
<pubDate>Wed, 14 May 2025 12:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025051481f1115872c1ab98d360bba797b144f8122128.jpg' type='image/jpg' length='415997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 13 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/104226</link>
<guid isPermaLink="false">c839d8d636255a09f29f33c3766c26cf</guid>
<pubDate>Tue, 13 May 2025 13:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2025051338cf640e6e71e8c8e30e3d3fa3d47afa133522.jpg' type='image/jpg' length='419544' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 8 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103867</link>
<guid isPermaLink="false">a1f2e8240854a7db810b86bb849826ec</guid>
<pubDate>Thu, 08 May 2025 14:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202505080e58896678d866ca7b5fa5e9f8c3d35e143022.jpg' type='image/jpg' length='416572' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[👉 ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 🔥 วันที่ 7 พฤษภาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103650</link>
<guid isPermaLink="false">73083f7253542ad1a5d91666dd60e193</guid>
<pubDate>Wed, 07 May 2025 15:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202505072ea0f741872e482d54be8a6912f6724c151342.jpg' type='image/jpg' length='415335' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[👉 ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 🔥]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103526</link>
<guid isPermaLink="false">b2e51e91b6695d0ce6808df5995bd2e1</guid>
<pubDate>Wed, 07 May 2025 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250507baef8ea3999da104f6efb740946e6b67085145.jpg' type='image/jpg' length='421336' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[👉 ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 🔥]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103247</link>
<guid isPermaLink="false">e6aaf39bca74af32c49167c82a7d676f</guid>
<pubDate>Fri, 02 May 2025 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250502b4ff2469d9983034f64f6f7c0c069be0162319.jpg' type='image/jpg' length='432975' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[👉 ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 🌴 วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 🔥 ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/102937</link>
<guid isPermaLink="false">406dbde8c8503f9738871b5a39b9e274</guid>
<pubDate>Thu, 01 May 2025 13:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/file/get/file/202306193051d0a8b18bc8e386c0ec3b3d03c08b135357.jpg' type='image/jpg' length='' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แก้ปาล์มน้ำมัน เคาะโรงสกัดรับซื้อโลละ 5 บาท เร่งดันส่งออก เพิ่มใช้ B7]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/102412</link>
<guid isPermaLink="false">241a487acaf0663aa685331cb16e60cd</guid>
<pubDate>Tue, 29 Apr 2025 11:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ หารือแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมัน เคาะโรงสกัดน้ำมันปาล์มยืนราคารับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% และเปิดทางพิเศษให้เกษตรกรรายย่อยนำผลผลิตมาขายได้ทุกวัน ขอเกษตรกรตัดปาล์มสุก พร้อมสั่งคุมเข้มการขนย้าย ตรวจสอบการรับซื้อ เตรียมผลักดันส่งออก เพิ่มการใช้ B7 ส่วนผลตรวจลานปาล์ม ทำปาล์มร่วงผิดธรรมชาติ จับแล้ว 6 คดี &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อและแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า ได้ประชุมร่วมกับนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัด ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัด นายไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และคณะจาก จ.สุราษฎร์ธานี กระบี่ และตรัง เพื่อหามาตรการดูแลราคาปาล์มน้ำมัน หลังจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น และมีการกระจุกตัวหน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ตามที่ได้รับการสั่งการจากนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ขอให้กรมเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนปาล์มโดยด่วน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผลการหารือได้ข้อสรุป โดยในเรื่องการบริหารการจัดคิวโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จะจัดช่องทางพิเศษสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพื่อนำผลปาล์มมาจำหน่ายได้โดยตรงทุกวัน ในส่วนของลานเท ต้องมีการบริหารจัดการปริมาณให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงสกัดน้ำมันปาล์มในแต่ละวัน เช่น กำหนดจำนวนการรับซื้อต่อลานต่อวัน และต้องรายงานปริมาณที่จะเข้าโรงสกัดในแต่ละวันให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทราบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการรับซื้อปาล์มน้ำมัน กรมได้ขอความร่วมมือโรงสกัดน้ำมันปาล์มให้รับซื้อผลปาล์มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเริ่มรับซื้อตั้งแต่ 2 พ.ค.2568 ในระยะเวลา 2 เดือน (พ.ค.-มิ.ย.68) ราคา 5 บาทต่อกิโลกรัม ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% โดยประกาศราคาทุก 10 วัน ทั้งนี้ จะพิจารณาสถานการณ์รอบด้านประกอบการกำหนดราคารับซื้อด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งตัดปาล์มที่ยังไม่สุก โดยให้มีคณะทำงานติดตามการรับซื้อ และจะประชุมติดตามสถานการณ์และราคาร่วมกับจังหวัดทุก ๆ 7 วัน ร่วมกับโรงสกัดน้ำมันปาล์ม เพื่อกำกับ ติดตาม และปรับราคาให้เหมาะสมกับช่วงเวลา</p>

<p>ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่และผู้ประกอบการ สื่อสารประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรรับทราบทุกขั้นตอน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการตัดปาล์ม โดยชะลอไม่ให้เร่งการตัดปาล์มไม่สุกมาจำหน่าย ซึ่งจะทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น และเกษตรกรจะได้รับราคาที่สูงขึ้น รวมทั้งจะใช้มาตรการติดตามคุมเข้มการขนย้ายและกำกับการรับซื้อโดยบังคับใช้กฎหมายของกรมการค้าภายใน ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ลงพื้นที่ตรวจสอบการซื้อขายผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ เพื่อลดผลผลิตส่วนเกินและช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลปาล์ม และผลักดันการใช้พลังงานทดแทน โดยการใช้ B7 ซึ่งจะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาโดยด่วนต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผลการกำกับดูแลการซื้อขายผลปาล์ม โดยเฉพาะผลปาล์มลูกร่วงให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร ระหว่างวันที่ 22&ndash;25 เม.ย.2568 ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบลานเทรับซื้อผลปาล์ม 20 ราย และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม 2 ราย พบลานเทใน จ.สุราษฎร์ธานี 1 ราย กระทำผิด ไม่แจ้งปริมาณสถานที่เก็บผลปาล์มตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ส่วนผลการดำเนินการที่ผ่านมา กรมได้ดำเนินคดีกับลานเทที่ทำผลปาล์มร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติไปแล้ว 6 คดี ศาลมีคำพิพากษาแล้ว 2 คดี ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้รอลงอาญา ขณะที่อีก 4 คดี อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250429420dd0ced61de4dabf7d219c56252964113453.jpg' type='image/jpg' length='155462' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ พาณิชย์ ”ลงพื้นที่แก้ปัญหาราคาปาล์มติดตามสถานการณ์การรับซื้อและแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/102407</link>
<guid isPermaLink="false">43ed61919da9f069d6724d145501d8bb</guid>
<pubDate>Tue, 29 Apr 2025 11:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันที่ 28 เมษายน 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อและแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้แทนเกษตรกร ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัด นายไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ สมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และคณะ จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ และจ.ตรัง รวม 12 ราย โดยเปิดเผยว่า &ldquo;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ มีความเป็นห่วงเกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่ภาคใต้ จึงสั่งการให้กรมการค้าภายในลงพื้นที่แก้ปัญหาราคาปาล์ม ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาราคารับซื้อลดลงจากช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเยอะขึ้น ประกอบกับเกษตรกรเร่งตัดปาล์มน้ำมัน ซึ่งเกิดการกระจุกตัวหน้าโรงงานสกัดฯ โดยปัญหาดังกล่าวในที่ประชุม ได้มี 4 มาตรการ ดังนี้</p>

<p>1. การบริหารการจัดคิว โรงงานสกัดฯ จัดช่องทางพิเศษสำหรับเกษตรกรรายย่อยเพื่อนำผลปาล์มมาจำหน่ายได้โดยตรงทุกวัน ในส่วนของลานเทต้องมีการบริหารจัดการปริมาณให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงสกัดฯ ในแต่ละวัน เช่น กำหนดจำนวนการรับซื้อต่อลานต่อวัน โดยต้องรายงานปริมาณที่จะเข้าโรงสกัดในแต่ละวันให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทราบ</p>

<p>2. การรับซื้อปาล์มน้ำมัน กรมการค้าภายในขอความร่วมมือโรงสกัดน้ำมันปาล์มให้รับซื้อผลปาล์มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดย เริ่มรับซื้อตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2568 ในระยะเวลา 2 เดือน (พ.ค. - มิ.ย. 68) ในราคา 5 บาทต่อกิโลกรัม (ที่ 18%) โดยประกาศราคาทุก 10 วัน ทั้งนี้จะพิจารณาสถานการณ์รอบด้านประกอบการกำหนดราคารับซื้อด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งตัดปาล์มที่ยังไม่สุก โดยให้มีคณะทำงานติดตามการรับซื้อ โดยประชุมติดตามสถานการณ์และราคาร่วมกับจังหวัดทุกๆ 7 วัน ร่วมกับโรงสกัด เพื่อกำกับ ติดตาม และปรับราคาให้เหมาะสมกับช่วงเวลา</p>

<p>3. การสื่อสารประชาสัมพันธ์โดยการรับซื้อตามเงื่อนไขต่างๆ ขอให้ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่และผู้ประกอบการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรรับทราบทุกขั้นตอน โดยสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลที่ตรงกัน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการตัดปาล์ม โดยชะลอไม่ให้เร่งการตัดปาล์มไม่สุกมาจำหน่าย จะส่งผลให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นและเกษตรกรจะได้รับราคาที่สูงขึ้น</p>

<p>4. ใช้มาตรการติดตามคุมเข้มการขนย้ายและกำกับการรับซื้อโดยบังคับใช้กฎหมายของกรมการค้าภายใน โดยร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ลงพื้นที่ตรวจสอบการซื้อขายผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง</p>

<p>โดยที่ผ่านมาในระหว่างวันที่ 22&ndash;25 เมษายน 2568 มีการกำกับดูแลให้การซื้อขายผลปาล์ม โดยเฉพาะผลปาล์มลูกร่วง เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร โดยผลตรวจสอบลานเทรับซื้อผลปาล์ม 20 ราย และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม 2 ราย พบลานเทในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 ราย กระทำผิด ไม่แจ้งปริมาณสถานที่เก็บผลปาล์มตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ดำเนินคดีกับลานเทที่ทำผลปาล์มร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แล้ว 6 คดี โดยศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว 2 คดี ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้รอลงอาญา ขณะที่อีก 4 คดีอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย</p>

<p>นอกจากนี้ นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์เพื่อลดผลผลิตส่วนเกินและช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลปาล์ม และการผลักดันการใช้พลังงานทดแทน โดยการใช้ B7 ซึ่งจะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาโดยด่วนต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250429d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e113021.jpg' type='image/jpg' length='1146326' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” ลงพื้นที่แก้ปัญหาราคาปาล์ม เคาะ โรงสกัดฯ ยืนราคารับซื้อไม่ต่ำกว่า 5 บาท/กก. , เร่งดันการส่งออก-เพิ่มปริมาณการใช้ B7 , ย้ำเกษตรกรต้องตัดปาล์มสุก เพื่อลดปัญหากระจุกตัวหน้าโรงงาน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/102276</link>
<guid isPermaLink="false">73024777fc404795b5563d38e2946e28</guid>
<pubDate>Mon, 28 Apr 2025 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&bull; วันที่ 28 เมษายน 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อและแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้แทนเกษตรกร ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัด นายไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ สมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และคณะ จ.สุราษฎร์ธานี กระบี่ และตรัง รวม 12 ราย โดยเปิดเผยว่า &ldquo;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ มีความเป็นห่วงเกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่ภาคใต้ จึงสั่งการให้กรมการค้าภายในลงพื้นที่แก้ปัญหาราคาปาล์ม ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาราคารับซื้อลดลงจากช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเยอะขึ้น ประกอบกับเกษตรกรเร่งตัดปาล์มน้ำมัน ซึ่งเกิดการกระจุกตัวหน้าโรงงานสกัดฯ โดยปัญหาดังกล่าวในที่ประชุม ได้มี 4 มาตรการ ดังนี้</p>

<p>1. การบริหารการจัดคิว โรงงานสกัดฯ จัดช่องทางพิเศษสำหรับเกษตรกรรายย่อยเพื่อนำผลปาล์มมาจำหน่ายได้โดยตรงทุกวัน ในส่วนของลานเทต้องมีการบริหารจัดการปริมาณให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงสกัดฯ ในแต่ละวัน เช่น กำหนดจำนวนการรับซื้อต่อลานต่อวัน โดยต้องรายงานปริมาณที่จะเข้าโรงสกัดในแต่ละวันให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทราบ</p>

<p>2.การรับซื้อปาล์มน้ำมัน กรมการค้าภายในขอความร่วมมือโรงสกัดน้ำมันปาล์มให้รับซื้อผลปาล์มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเริ่มรับซื้อตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2568 ในระยะเวลา 2 เดือน (พ.ค.-มิ.ย.68) ในราคา 5 บาทต่อกิโลกรัม (ที่ 18%) โดยประกาศราคาทุก 10 วัน ทั้งนี้จะพิจารณาสถานการณ์รอบด้านประกอบการกำหนดราคารับซื้อด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งตัดปาล์มที่ยังไม่สุก โดยให้มีคณะทำงานติดตามการรับซื้อ โดยประชุมติดตามสถานการณ์และราคาร่วมกับจังหวัดทุก ๆ 7 วัน ร่วมกับโรงสกัด เพื่อกำกับ ติดตาม และปรับราคาให้เหมาะสมกับช่วงเวลา</p>

<p>3.การสื่อสารประชาสัมพันธ์โดยการรับซื้อตามเงื่อนไขต่างๆ ขอให้ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่และผู้ประกอบการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรรับทราบทุกขั้นตอน โดยสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลที่ตรงกัน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการตัดปาล์ม โดยชะลอไม่ให้เร่งการตัดปาล์มไม่สุกมาจำหน่าย จะส่งผลให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นและเกษตรกรจะได้รับราคาที่สูงขึ้น</p>

<p>4. ใช้มาตรการติดตามคุมเข้มการขนย้ายและกำกับการรับซื้อโดยบังคับใช้กฎหมายของกรมการค้าภายใน โดยร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ลงพื้นที่ตรวจสอบการซื้อขายผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง</p>

<p>&bull; โดยที่ผ่านมาในระหว่างวันที่ 22&ndash;25 เมษายน 2568 มีการกำกับดูแลให้การซื้อขายผลปาล์ม โดยเฉพาะผลปาล์มลูกร่วง เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร โดยผลตรวจสอบลานเทรับซื้อผลปาล์ม 20 ราย และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม 2 ราย พบลานเทในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 ราย กระทำผิด ไม่แจ้งปริมาณสถานที่เก็บผลปาล์มตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ดำเนินคดีกับลานเทที่ทำผลปาล์มร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แล้ว 6 คดี โดยศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว 2 คดี ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้รอลงอาญา ขณะที่อีก 4 คดีอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย</p>

<p>&bull; นอกจากนี้ นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์เพื่อลดผลผลิตส่วนเกินและช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลปาล์ม และการผลักดันการใช้พลังงานทดแทน โดยการใช้ B7 ซึ่งจะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาโดยด่วนต่อไป</p>

<p><img alt="📢" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t39/1/16/1f4e2.png" width="16" />ช่องทางติดตามข่าวสารกรมการค้าภายใน<img alt="🌟" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/te0/1/16/1f31f.png" width="16" /></p>

<p>- Website <img alt="➡️" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t9e/1/16/27a1.png" width="16" /> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.dit.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExT3B4THZmM0VqY0dWdDZjOAEeEbJXsDJyEiyuwGvn0ROBE6TB8ziq3ErbZGKOvwuVrrgUQvM3_1ouX7n4pBY_aem_32PbY_Ua2NG9eANemfweKw&amp;h=AT3EOxLGP1j_V2EfQ0YxvEfQul3D3Q57_LiQGEuwDB3n8cJueXAgD92oLIxZtiuGzE_kygJv8CMI948d7-tQcL8yUBjgEXtt-BQ0tvtAvJjOnMVKDG2ND7qzhYoT_2QGsT60gHf36P30Wcd7&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AT2zRPAirPkNOKaTox9OIgshd_mzF_L8eO-elLtFeKsuX0DQhtyJsjJkrAcmO6uaCj3tJGEm8TZ2IcmvQpPqgOXw0UAji3ClQ_cCuYgnH6J_-dX4Q5NmYwi3nxd4yAFgvr5x" rel="nofollow" role="link" tabindex="0" target="_blank">www.dit.go.th</a></p>

<p>- Tiktok <img alt="➡️" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t9e/1/16/27a1.png" width="16" /> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fwww.tiktok.com%2F%40dit_channel%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExT3B4THZmM0VqY0dWdDZjOAEeswvyD-fEmAFCVpLsCKuaFZJ0CEW2TXUfC7oklftLor7lUczESBdAc-etcbI_aem_3QxY5mpyaiDXVzFA2VH_WQ&amp;h=AT0I2oxQl_rhdbfaA9c-fv0iI4zQ9UizmuVakpjYnKZGwnHqZIco1bNjeifRJLlyPwPSIVbIlsv6Gz9-jQ1yzwK1g50J0R79b7ToVI-LkBCjEvLVigBt29U8A4gJjfxuKliejVimtN8ryNKE&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AT2zRPAirPkNOKaTox9OIgshd_mzF_L8eO-elLtFeKsuX0DQhtyJsjJkrAcmO6uaCj3tJGEm8TZ2IcmvQpPqgOXw0UAji3ClQ_cCuYgnH6J_-dX4Q5NmYwi3nxd4yAFgvr5x" rel="nofollow" role="link" tabindex="0" target="_blank">https://www.tiktok.com/@dit_channel</a></p>

<p>- Youtube <img alt="➡️" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t9e/1/16/27a1.png" width="16" /> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://youtube.com/@ditchannel.?si=XIKq8yvXadRZwsHG&amp;fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExT3B4THZmM0VqY0dWdDZjOAEe1QuzKJshBN5A-UTpD5Pg9T-YFikPCkt-K9kb4jQSUh-2ofhGku0xt0kTmIw_aem_FFJT5_jsHhPg9IeuCEfb2Q" rel="nofollow" role="link" tabindex="0" target="_blank">https://youtube.com/@ditchannel.?si=XIKq8yvXadRZwsHG</a></p>

<p>- IG <img alt="➡️" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t9e/1/16/27a1.png" width="16" /> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://www.instagram.com/dit_moc?igsh=dnc5aTVwM2l2aXA2&amp;fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExT3B4THZmM0VqY0dWdDZjOAEeswvyD-fEmAFCVpLsCKuaFZJ0CEW2TXUfC7oklftLor7lUczESBdAc-etcbI_aem_3QxY5mpyaiDXVzFA2VH_WQ" rel="nofollow" role="link" tabindex="0" target="_blank">https://www.instagram.com/dit_moc?igsh=dnc5aTVwM2l2aXA2</a></p>

<p>- X <img alt="➡️" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t9e/1/16/27a1.png" width="16" /> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fx.com%2Fdit_moc%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExT3B4THZmM0VqY0dWdDZjOAEeGbGPLmHr-1sBJlcGA7ytqImmmJCaEiVXYZAK70JBiFv-oidX5ooXiDPGU4c_aem_mKX-QED7XKja2UWJUeHUEQ&amp;h=AT33WBtEdIMPkswS2zJLv5QNDXvAvJVxs6zrxxlsd8qBszHRNUQoKEGHp5r12GavEvJPKFYrFrluxdSXsYfRZ_Z6Q9KkDE5d-x3xSBmqSMocOOKXxJYwZArMKBJhBM3TQmCG1hV1WleMvGNX&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AT2zRPAirPkNOKaTox9OIgshd_mzF_L8eO-elLtFeKsuX0DQhtyJsjJkrAcmO6uaCj3tJGEm8TZ2IcmvQpPqgOXw0UAji3ClQ_cCuYgnH6J_-dX4Q5NmYwi3nxd4yAFgvr5x" rel="nofollow" role="link" tabindex="0" target="_blank">https://x.com/dit_moc</a></p>

<p><img alt="☎️" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t22/1/16/260e.png" width="16" />สายด่วน โทร 1569</p>

<p><a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXtqy8AXc_J4a8hySvB52cUqcUcd32QR-whW8bYKCAt02vEXYVg6yEuSUdbLKu4T-GfjpQSPPMlS3pbJTGgntRHpiuUUZrKga4gRi9q5Gm0wQ&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#กระทรวงพาณิชย์</a> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://www.facebook.com/hashtag/mocthailand?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXtqy8AXc_J4a8hySvB52cUqcUcd32QR-whW8bYKCAt02vEXYVg6yEuSUdbLKu4T-GfjpQSPPMlS3pbJTGgntRHpiuUUZrKga4gRi9q5Gm0wQ&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#MOCThailand</a> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://www.facebook.com/hashtag/moc?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXtqy8AXc_J4a8hySvB52cUqcUcd32QR-whW8bYKCAt02vEXYVg6yEuSUdbLKu4T-GfjpQSPPMlS3pbJTGgntRHpiuUUZrKga4gRi9q5Gm0wQ&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#MOC</a> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXtqy8AXc_J4a8hySvB52cUqcUcd32QR-whW8bYKCAt02vEXYVg6yEuSUdbLKu4T-GfjpQSPPMlS3pbJTGgntRHpiuUUZrKga4gRi9q5Gm0wQ&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#ข่าวเศรษฐกิจ</a> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXtqy8AXc_J4a8hySvB52cUqcUcd32QR-whW8bYKCAt02vEXYVg6yEuSUdbLKu4T-GfjpQSPPMlS3pbJTGgntRHpiuUUZrKga4gRi9q5Gm0wQ&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#กรมการค้าภายใน</a> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%991569?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXtqy8AXc_J4a8hySvB52cUqcUcd32QR-whW8bYKCAt02vEXYVg6yEuSUdbLKu4T-GfjpQSPPMlS3pbJTGgntRHpiuUUZrKga4gRi9q5Gm0wQ&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#สายด่วน1569</a> <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZWVAHr6PHg_h9FhrHL2EPTlK8V6HThBx-jZcI08ZJAATr8i7eH3qT6n_35kMzV-uULegot_gbnrgGSC6WOTdIxITUweWH9K669pLJWIrCbuphQLlS9ehQF1p47s3ey0MOOnRKaTodT0c2PbjfnNUsk3SM2m4JsK4A3FzDiyMr0NmnIHJCMLr8Qc0xWPgL7KHT_u7_QRGCpRaSY-xPWJaVXuOtJw2EaGDrzTJPY0veQcIdtOQujiivVyn1eFctZH4kukiWpp6aEvlb0M8gIcWdVRSdn7GZPDa6RM0hwpErNPwqkthCjHoyVRfk2bgfqHsFjBNP2vyRGlIySDDmpePLkC3cK9Z6sBkWb0wDtchRfJrW3aqWd9qpNiSLxAkHGi-wgidQHo9I8nAzrOdolsrB6lzdCTomNMRd1pNZn_epz7w_tsag3Eddrj1iTBOSiWhjsChu-c23yV7loUztZaLhiVzowx_Jiol4DDOYeE-Pt-CxlU1MJY50bKp9lG77aujjVkr8PSpevhvixSSCzrgSOU" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A1?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXtqy8AXc_J4a8hySvB52cUqcUcd32QR-whW8bYKCAt02vEXYVg6yEuSUdbLKu4T-GfjpQSPPMlS3pbJTGgntRHpiuUUZrKga4gRi9q5Gm0wQ&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#ปาล์ม</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250428e5a01ddd25b102f9f910cbee8de11c94162923.jpg' type='image/jpg' length='126264' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย” ประกาศส่งออกไทย เดือนมีนาคม โตทะลุ 17.8% สูงสุดในประวัติศาสตร์ ดันไตรมาสแรกปี 68 โต 15.2%]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/101616</link>
<guid isPermaLink="false">105e18f719f7ce1c5873bb39cf57afa8</guid>
<pubDate>Thu, 24 Apr 2025 12:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 24 เมษายน 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคม 2568 โดยระบุว่า การส่งออกของไทยขยายตัวสูงถึง 17.8% คิดเป็นมูลค่า 29,548.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไทย</p>

<p>สำหรับ ไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม&ndash;มีนาคม) การส่งออกขยายตัว 15.2% รวมมูลค่า 81,532.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในแต่ละเดือนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มกราคม 13.6%, กุมภาพันธ์ 14% และมีนาคม 17.8% ส่งผลให้ไทยมี ดุลการค้าเกินดุล 1,081 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี</p>

<p>นายพิชัย กล่าวว่า นับตั้งแต่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว การส่งออกไทยขยายตัวต่อเนื่องทุกเดือน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 12.9% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 10 ปี สะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน</p>

<p>&ldquo;การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในตลาดสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตลาดอื่น ๆ ด้วย แม้ในเดือนถัดไปอาจมีผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่เชื่อมั่นว่ายังสามารถขยายตัวเป็นบวกได้ ด้วยความร่วมมือของรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน&rdquo; นายพิชัยกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เชิญชวนสื่อมวลชนและภาคเอกชนร่วมรับฟัง สัมมนา &ldquo;ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ โอกาสสู่การค้ายุคใหม่&rdquo; ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่(NEA) ถนนรัชดาภิเษก เพื่อวิเคราะห์โอกาสของไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่อาจเป็นโอกาสให้สินค้าของไทยเข้าไปแทนที่สินค้าในตลาดโลก</p>

<p>&ldquo;อย่าคิดว่าเป็นวิกฤตอย่างเดียว ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส เศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง และเรายังเดินหน้าต่อไปได้&rdquo; นายพิชัยกล่าว</p>

<p>นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคม 2568&nbsp;มีมูลค่า 29,548.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (988,362 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ที่ร้อยละ 17.8 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 15.0 การส่งออกของไทยได้รับแรงหนุนหลักจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป ประเทศคู่ค้าเหล่านี้มีการเร่งตัวด้านการผลิต สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความพยายามในการรับมือกับความเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีการเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานในภาคการผลิต และบรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและราคาสินค้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ การส่งออกของไทย 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 15.2 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 13.8<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติม รายละเอียดดังนี้<br />
มูลค่าการค้ารวม<br />
มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนมีนาคม 2568 การส่งออก มีมูลค่า 29,548.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.8 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 28,575.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.2 ดุลการค้า เกินดุล 973.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวมการส่งออก 3 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 81,532.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 15.2 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 80,451.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.4 ดุลการค้า เกินดุล 1,081.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนมีนาคม 2568 การส่งออก มีมูลค่า 988,362 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.3&nbsp;<br />
เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 967,608 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.2 ดุลการค้า เกินดุล 20,755 ล้านบาท ภาพรวมการส่งออก 3 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 2,757,249 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.5&nbsp;<br />
เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 2,754,544 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.1 ดุลการค้า เกินดุล 2,705 ล้านบาท<br />
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร<br />
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 3.1 (YoY) กลับมาหดตัวในรอบ 9 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 0.5 หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 5.7 กลับมา<br />
หดตัวในรอบ 9 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา ขยายตัวร้อยละ 19.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น บราซิล อินเดีย และเยอรมนี) ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 5.1 ขยายตัวต่อเนื่อง 6 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหราชอาณาจักร จีน เนเธอร์แลนด์ มาเลเซีย และไอร์แลนด์) &nbsp;อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 12.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อิตาลี ฟิลิปปินส์ และอินเดีย) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 12.1 ขยายตัวต่อเนื่อง 15 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน เมียนมา กัมพูชา ลาว และออสเตรเลีย) ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 12.5 กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และเวียดนาม) และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 16.0 ขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และแคนาดา)<br />
ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว หดตัวร้อยละ 23.4 หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และปาปัวนิวกินี แต่ขยายตัวในตลาดอิรัก จีน แอฟริกาใต้ ฮ่องกง และแคเมอรูน) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง&nbsp;<br />
หดตัวร้อยละ 15.1 หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน และสหรัฐฯ แต่ขยายตัวในตลาด มาเลเซีย ลาว อินเดีย เวียดนาม และเนเธอร์แลนด์) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป หดตัวร้อยละ 4.7 กลับมาหดตัวในรอบ 9 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ลิเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแคนาดา แต่ขยายตัวในตลาดออสเตรเลีย ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ เกาหลีใต้ และ กัมพูชา) น้ำตาลทราย หดตัวร้อยละ 27.7 กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน (หดตัวในตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว จีน และไต้หวัน แต่ขยายตัวในตลาดเกาหลีใต้ แทนซาเนีย ปาปัวนิวกินี ฮ่องกง และญี่ปุ่น) และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ หดตัวร้อยละ 38.2 กลับมาหดตัวในรอบ 4 เดือน (หดตัวในตลาดอินเดีย เวียดนาม เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเนเธอร์แลนด์ แต่ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย เมียนมา จีน กัมพูชา และญี่ปุ่น) ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 0.2<br />
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 23.5 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 80.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน เยอรมนี มาเลเซีย และไต้หวัน) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 5.6 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแอฟริกาใต้) ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัวร้อยละ 17.7 ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย) อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวร้อยละ 69.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน (ขยายตัวในตลาดอินเดีย ฮ่องกง สหรัฐฯ สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 41.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ จีน และมาเลเซีย) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ขยายตัวร้อยละ 17.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 13 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 19.1 ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เวียดนาม มาเลเซีย ออสเตรเลีย และไต้หวัน) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 22.0 ขยายตัวต่อเนื่อง 6 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ เม็กซิโก ไต้หวัน และสาธารณรัฐเช็ก)<br />
&nbsp;ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด หดตัวร้อยละ 31.2 หดตัวต่อเนื่อง&nbsp;<br />
13 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และอินเดีย แต่ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเม็กซิโก) เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 27.0 หดตัวต่อเนื่อง 12 เดือน (หดตัวในตลาดจีน อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดอาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และกัมพูชา)&nbsp;<br />
ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 19.4<br />
ตลาดส่งออกสำคัญ<br />
&nbsp;การส่งออกไปตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัว จากการเร่งนำเข้าของประเทศต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการประกาศภาษีของสหรัฐฯ ที่จะมีผลเดือน เม.ย. โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวเร่งขึ้นจากความต้องการนำเข้า เพื่อลดต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีนำเข้า ขณะที่ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะจีน เร่งนำเข้าสินค้าวัตถุดิบหรือสินค้า<br />
ขั้นกลางที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 17.3 โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 34.3 จีน ร้อยละ 22.2 ญี่ปุ่น ร้อยละ 1.5 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 4.0 อาเซียน (5) ร้อยละ 13.2 และ CLMV ร้อยละ 10.1 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 10.2 โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ ร้อยละ 9.2 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 25.1 แอฟริกา ร้อยละ 3.5 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 11.5 รัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 59.5 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 7.7 แต่หดตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 11.4 และ (3) ตลาดอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 232.6<br />
ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 34.3 (ขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 25.4 ตลาดจีน ขยายตัวร้อยละ 22.2 (ขยายตัวต่อเนื่อง 6 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และยางพารา สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์<br />
มันสำปะหลัง และเม็ดพลาสติก ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 19.5<br />
ตลาดญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 1.5 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ยานพาหนะอื่น ๆ และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และทองแดงและของทำด้วยทองแดง สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป และเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 0.1<br />
ตลาดสหภาพยุโรป (27) ขยายตัวร้อยละ 4.0 (ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น&nbsp;<br />
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 7.2<br />
ตลาดอาเซียน (5) ขยายตัวร้อยละ 13.2 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น น้ำตาลทราย เครื่องยนต์สันดาปภายใน และเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 5.7<br />
ตลาด CLMV ขยายตัวร้อยละ 10.1 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น&nbsp;<br />
อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย และผ้าผืน ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 4.7<br />
ตลาดเอเชียใต้ ขยายตัวร้อยละ 9.2 (ขยายตัวต่อเนื่อง 6 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และทองแดงและของทำด้วยทองแดง ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 78.3<br />
ตลาดทวีปออสเตรเลีย หดตัวร้อยละ 11.4 (หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวร้อยละ 15.4<br />
ตลาดตะวันออกกลาง (15) ขยายตัวร้อยละ 25.1 (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และยางพารา ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 10.5<br />
ตลาดทวีปแอฟริกา ขยายตัวร้อยละ 3.5 (ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายใน และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ข้าว เม็ดพลาสติก และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 7.6</p>

<p>ตลาดลาตินอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 11.5 (ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 16.7<br />
ตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS ขยายตัวร้อยละ 59.5 (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 27.4&nbsp;<br />
ตลาดสหราชอาณาจักร ขยายตัวร้อยละ 7.7 (ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น&nbsp;<br />
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป และอัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 7.1<br />
แนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป<br />
&nbsp;แนวโน้มการส่งออกในปี 2568 ในช่วงที่เหลือของปีนี้ การส่งออกของไทยเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากการใช้มาตรการปรับขึ้นภาษีอย่างถ้วนหน้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ของนานาประเทศ สร้างความวิตกกังวลต่อภาพรวมการค้าโลก อันอาจนำไปสู่การชะลอตัวทั้งในด้านการค้าและการลงทุน อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือกับพลวัตที่เปลี่ยนแปลงนี้ โดยเตรียมความพร้อมด้านการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อลดทอนผลกระทบทางภาษี แสวงหาโอกาสจากวิกฤต โดยการผลักดันสินค้าศักยภาพเข้าไปทดแทนในตลาดสหรัฐฯ และสร้างความร่วมมือทางการค้าเพื่อกระจายตลาดให้มากขึ้น พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนและผู้ส่งออกไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจ พัฒนามาตรการเยียวยา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250424b5ee93c114d2f280f93d0752d8632e97124739.jpg' type='image/jpg' length='223818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย” สั่งเข้มคุมรับซื้อปาล์มน้ำมันและยางพาราใกล้ชิด ส่งทีมพาณิชย์มอนิเตอร์ ห้ามเอาเปรียบเกษตรกร เจรจาตลาดส่งออกใหม่]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/101056</link>
<guid isPermaLink="false">e23203f60054ce37d90bbf1a0c18a51c</guid>
<pubDate>Tue, 22 Apr 2025 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์สินค้าปาล์มน้ำมัน และยางพารา เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2568 โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในดำเนินการติดตามสถานการณ์การรับซื้อผลปาล์มน้ำมันและยางพาราในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรและสร้างความเป็นธรรมในการรับซื้อ โดยเปิดเผยว่า &ldquo;สถานการณ์ปัจจุบัน ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับโรงสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่หยุดการรับซื้อในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาผลปาล์มปรับตัวลดลง แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบัน ทั้ง โรงสกัด และลานเทได้เปิดรับซื้อตามปกติแล้ว แต่ด้วยผลผลิตที่ออกกระจุกตัวและมีปริมาณมากในช่วงนี้ จึงได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามการรับซื้ออย่างใกล้ชิด โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ ให้ผู้ประกอบการต้องปิดป้ายแสดงราคารับซื้อและเปอร์เซ็นน้ำมันให้ชัดเจน และมีการรับซื้อเป็นไปตามราคาที่แสดง &nbsp;นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบเครื่องชั่งให้มีความเที่ยงตรง ซึ่งหากพบเห็นการดัดแปลง หรือพบความผิดปกติ จะดำเนินการ ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด</p>

<p>&ldquo;ในส่วนของยางพารา กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้ยางพาราเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการยางพาราที่รับซื้อยางพารา 5,000 กก.ขึ้นไปต้องแจ้งปริมาณซื้อ-ขาย-คงเหลือ และสถานที่เก็บ เพื่อให้สามารถประเมินอุปทานของสินค้าในตลาดภายในประเทศได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ยังมีการกำกับดูแลการรับซื้ออย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งในเรื่องการปิดป้ายแสดงราคาให้มีความชัดเจน และการใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานตามที่กรมการค้าภายในกำหนด เพื่อดูแลเกษตรกรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อกลโกงจากมิจฉาชีพในการรับซื้อยางพารา&rdquo;</p>

<p>นายพิชัย กล่าวต่อว่า &ldquo;อย่างไรก็ดี นอกจากการรับซื้อในประเทศ ปัจจัยบวกในเรื่องของการส่งออกที่มีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลให้ราคาในประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยนอกจากตลาดส่งออกเดิมที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น กระทรวงพาณิชย์ยังได้เร่งหาตลาดการส่งออกใหม่ เพื่อผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความต้องการในตลาดต่างประเทศและทำให้ราคาผลผลิตสินค้าเกษตรในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมโดยรวม&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ ตนยังได้มอบให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาสินค้ายางพาราเพื่อปรับตัวเข้าสู่การค้ายุคใหม่ โดยให้ความรู้และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยางพาราทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ พร้อมแนวทางปรับตัวให้สอดรับกับยุคการค้าใหม่ ซึ่งทราบว่าอุตสาหกรรมยางพาราทั่วโลกยังคงเติบโต โดยมีความต้องการเนื้อยางและผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่ผลผลิตจะล้นตลาดและราคายางลดลง ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศผู้ผลิต สำหรับประเทศไทย แม้จะเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก แต่ผลผลิตต่อไร่ของไทยยังอยู่ในอันดับที่ 11 เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ส่งผลให้จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในแง่ของการเพิ่มผลผลิต การแปรรูปเพิ่มมูลค่า และการขยายตลาดส่งออกทั้งภายในและภายนอกประเทศ&rdquo;</p>

<p>&ldquo;หากเกษตรกรพบเห็นพฤติกรรมไม่โปร่งใสหรือสงสัยว่าถูกเอาเปรียบ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ศูนย์ชั่งตวงวัดและสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือ Line@MR.DIT&rdquo; กระทรวงพาณิชย์จะใช้กลไกตามกฎหมายควบคู่กับการบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคา โดยจะเดินหน้าตรวจสอบ เฝ้าระวัง และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานด้านราคาสินค้าสำคัญของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายให้เกิดความเป็นธรรม&rdquo; นายพิชัย กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250422b5ee93c114d2f280f93d0752d8632e97092242.jpg' type='image/jpg' length='70375' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคาสินค้าปาล์มน้ำมัน เดือนเมษายน 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/98625</link>
<guid isPermaLink="false">3f3718780c6d5918ec0908a6f62d1897</guid>
<pubDate>Wed, 02 Apr 2025 15:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202504309d55af97766cb4e4ee3e24751e2bba70150954.jpg' type='image/jpg' length='421265' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”สั่งด่วน เกาะติดสินค้าจำเป็น อย่าให้ขาด อย่าให้แพง สต๊อกให้เพียงพอ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/98312</link>
<guid isPermaLink="false">d3cbf11485760b407bcac585adf47312</guid>
<pubDate>Tue, 01 Apr 2025 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;สั่งการกรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เกาะติดสถานการณ์สินค้า ทั้งวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน สินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ อย่าให้ขาด อย่าให้แพง พร้อมให้ประสานห้าง สต๊อกสินค้าให้เพียงพอ และจัดโปรโมชันลดราคาช่วยประชาชน ย้ำพบฉวยโอกาสเล่นงานตามกฎหมายเด็ดขาด</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ภายหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในช่วงบ่าย วันที่ 28 มี.ค.2568 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ อาทิ น้ำดื่ม วัตถุดิบอาหาร อย่าให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยเด็ดขาด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว<br />
<br />
&ldquo;ขอให้เกาะติดสถานการณ์สินค้าอย่างใกล้ชิด อย่าให้ขาด อย่าให้แพง และให้ประสานผู้ประกอบการ ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เตรียมสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ และให้จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าที่จำเป็น อาทิ วัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านและทำความสะอาด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยด้วย&rdquo;นายพิชัยกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ยังได้กำชับให้มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และเข้มงวดไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
<br />
สำหรับประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 หรือทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250401b5ee93c114d2f280f93d0752d8632e97101638.jpg' type='image/jpg' length='100512' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย” แจงสภา รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตก ย้ำ ส่งออกไทย 5 เดือนแรกของรัฐบาลนายกแพทองธาร ขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 11.8%]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/97052</link>
<guid isPermaLink="false">8920b74803a6a5b6d68dfa8a4633cb41</guid>
<pubDate>Tue, 25 Mar 2025 15:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 25 มีนาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา เกียกกาย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกอย่างเร่งด่วน</p>

<p>นายพิชัย ระบุว่า การส่งออกของไทยปี 67 โต 5.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ขยายตัวถึง 14% และในช่วง 5 เดือนแรกของรัฐบาลปัจจุบัน การส่งออกขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 11.8% เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ถูกทิศทาง</p>

<p>นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาลไทย โดยในปี 2567 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศถึง 1.13 ล้านล้านบาท และหลายโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปีนี้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม PCB เซมิคอนดัคเตอร์ AI Data Center และธุรกิจอนาคตที่จะเป็นโครงสร้างสำคัญของประเทศ</p>

<p>นายพิชัย เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ โดยการเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ นอกจากนี้ ไทยยังจะได้ลงนาม FTA กับภูฏาน ซึ่งเตรียมลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 เมษายน หลังความสำเร็จ FTA กับเอฟตา ซึ่งเป็นเอฟทีเอฉบับแรกของไทยกับประเทศในยุโรป หลังท่านนายกฯมาดำรงตำแหน่งเพียง 3 เดือน และกำลังเร่งเจรจา FTA กับแคนาดา เกาหลีใต้ และยูเออี เพื่อขยายโอกาสทางการค้าของไทยให้มากขึ้น</p>

<p>สำหรับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ นายพิชัย ย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉย และได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในหลายด้าน อาทิ&nbsp;</p>

<ul>
	<li>ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แม้ราคาตลาดโลกจะลดลง 37% แต่ไทยสามารถรักษาราคาเฉลี่ยในปี 2568 ไว้ที่ 9.90 บาท/กก. สูงกว่าปี 62-64 ที่ 8.57 บาท/กก. พร้อมควบคุมการนำเข้าให้มีใบรับรองว่าไม่มีการเผาก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของฝุ่น PM2.5</li>
	<li>มันสำปะหลัง ปัญหาหลักเกิดจากจีนชะลอการนำเข้าเนื่องจากราคาต้นทุนสูง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสามารถผลักดันให้จีนกลับมาซื้อได้แล้วกว่า 8.71 ล้านตัน และยังส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในประเทศเพื่อเพิ่มความต้องการ</li>
	<li>ข้าว ขณะนี้ราคาข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้น 1,300 บาทต่อตันจากปีก่อน แต่ข้าวนาปรังได้รับผลกระทบจากการกลับมาส่งออกของอินเดีย รัฐบาลจึงเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยให้เงินสนับสนุน 1,000 บาท/ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ และจะเปิดเสรีการส่งออกข้าว ทลายทุนผูกขาดข้าว ผ่านมาตรการลดสต๊อกในการส่งออกที่ดำเนินการแล้ว และลดค่าธรรมเนียมหนังสือนุญาตให้ผู้ประกอบการส่งออกข่าว ซึ่งกำลังรอเข้า ครม. ในเดือน เม.ย.นี้ สำหรับข้าวนาปี ยังมีแผนลดต้นทุนการผลิต ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชในราคาพิเศษ</li>
	<li>ผลไม้ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ออกมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 รวม 7 มาตรการ 25 แผนงาน ที่ครอบคลุมผลไม้หลักทุกชนิด เป้าหมาย 9.5 แสนตัน เพื่อให้ผลไม้ราคาดีทั้งปี&nbsp;</li>
</ul>

<p>นายพิชัย ยังเผยว่า รัฐบาลมีมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐานและกวาดล้างธุรกิจนอมินี หลังดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น สินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศที่ทะลักเข้าแพลตฟอร์มออนไลน์ สามารถดำเนินคดีไปแล้วกว่า 24,626 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 1,257 ล้านบาท และสามารถเก็บ VAT ได้ 1,500 ล้านบาท และสามารถกวาดล้างธุรกิจนอมินีได้ถึง 851 ราย มูลค่าความเสียหาย 15,121 ล้านบาท</p>

<p>นายพิชัยยืนยันว่า ภายใต้การนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวและเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ทั้งจากการส่งออกที่ขยายตัว การลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมั่นว่าหากสามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250325b5ee93c114d2f280f93d0752d8632e97153052.jpg' type='image/jpg' length='7245455' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย” ยกทีมพาณิชย์ หารือ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” ย้ำร่วมมือภาคเอกชนเต็มที่ ชูจุดแข็งสร้างโอกาสการค้าไทย ลุยเจรจา FTA-ดูแลสินค้าเกษตรใกล้ชิด-ปราบสินค้าด้อยคุณภาพ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95571</link>
<guid isPermaLink="false">bf94c76d71066de72ce3b1aa861f8f15</guid>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2025 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (17 มีนาคม 2568)-- นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกับคุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางผลักดันการค้าการลงทุนของไทยในปี 2568 โดย รมว.พาณิชย์ ได้นำเสนอถึงการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ที่จะช่วยสร้างโอกาสการค้าไทย ทั้งการเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-อียู การดูแลสินค้าเกษตร และปราบสินค้าด้อยคุณภาพ พร้อมทั้งรับฟังความเห็นและข้อเสนอในการประชุมวันนี้ ไปบูรณาการการทำงานต่อไป</p>

<p>รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ดีใจทุกครั้งที่ได้มาเยี่ยมหอการค้าไทย เหมือนมาบ้าน รู้จักกันมาทั้งหมด รัฐบาลที่นำโดยท่านนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) และกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างใกล้ชิด เรามีหลักการทำงานแบบพาณิชย์เชิงรุก นโยบายผมคือ 80:20 นั่นคือ 80% เน้นสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการให้เติบโต ส่วนอีก 20% เน้นการกำกับดูแล ตรวจสอบ เช่น เรื่องสินค้าด้อยคุณภาพ</p>

<p>นายพิชัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยเวลานี้ ถือว่ามาถูกทาง ประเทศไทยเราแย่มาสิบปี เราโตเฉลี่ย ปีละ 1.9% มาสิบปี เราโตต่ำแบบนี้ การจะแก้ ถือว่าไม่ง่าย และไม่เร็ว แต่ขอย้ำว่าทิศทางดีขึ้นมาก ส่งออกไทยปี 2567 โต 5.4% มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งออกเดือนมกราคมสูงถึง 13.6% กุมภาก็น่าจะขยายตัวดีในระดับเดียวกัน สอดรับกับที่เราประเมินว่าการส่งออกจะเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต ในภาพรวม เครื่องจักรทางเศรษฐกิจดีขึ้นทั้งหมด ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้มีสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวเราก็ดี การลงทุนของภาครัฐก็ดี&nbsp;</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน ต้องขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับหน่วยต่างๆ แก้ปัญหาหนี้ รวมทั้งขอให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน ช่วยกันคิดว่าจะแก้ปัญหาเรื่องหนี้กันอย่างไร โดยอยากให้ช่วยพิจารณาเสนอแนะแนวทางกันเข้ามา &nbsp;</p>

<p>นายพิชัย ได้ถือโอกาสนี้นำเสนอถึงนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสการค้าไทย ประกอบด้วย การเร่งเจรจา FTA และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่ทำสำเร็จไปแล้ว คือ FTA ไทย-เอฟต้า และ ไทย-ภูฏาน ที่กำลังเร่งเจรจาต่อมาคือ FTA ไทย-อียู ซึ่งจากการหารือร่วมกับนายมารอส เซฟโควิช (H.E. Mr. Maro&scaron; &Scaron;efčovič) กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ ก็ตั้งเป้าร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถบรรลุผลการเจรจา FTA ภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 &nbsp;ส่วน FTA ฉบับอื่นๆ ก็จะเร่งเจรจา ทั้ง ไทย-เกาหลีใต้, ไทย-ยูเออี, อาเซียน-แคนาดา เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทั้งหมดนี้ในการขยายตลาด ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ และดึงดูดนักลงทุน</p>

<p>ต่อมา คือการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อปรับโครงสร้างการส่งออก ทั้ง AI Data Center และ PCB ซึ่งทยอยเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นในอนาคต, การชูไทยเป็นคลังอาหารของโลกเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศตะวันออกกลางให้ความสนใจอย่างยิ่ง, การดูแลและผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งข้าว มันสำปะหลัง รวมทั้งการดำเนินนโยบายทลายทุนผูกขาดข้าว เปิดเสรีข้าว</p>

<p>การสร้าง Thailand Brand การันตีคุณภาพสินค้าของผู้ประกอบการรายย่อยของไทย, การปรับโฉม Thai SELECT เทียบชั้นมิชลินสตาร์,การส่งเสริมสินค้า Thailand Next Level เพื่อยกระดับแบรนด์สินค้าไทย, การแก้ปัญหาสินค้า/ธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งล่าสุดได้มีการตั้ง คณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศผิดกฎหมาย เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การจดทะเบียนธุรกิจ และธุรกิจนอมินีทั่วประเทศ เพื่อทำให้ความเข้มข้นของการปราบปรามดียิ่งขึ้น ไปจนถึง การเตรียมการรับมือต่อมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ&nbsp;</p>

<p>นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมวันนี้นับเป็นเวทีประวัติศาสตร์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มาเข้าเยี่ยมเยือนสร้างกำลังใจ สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ได้ชี้แจงถึงข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหอการค้าไทยอย่างมาก ที่เราเห็นเป็นปัญหาร่วมกันคือเรื่องหนี้ และเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ดีใจที่รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องรถกระบะที่มีการยึด แล้วช่วยคุยให้มีการปล่อยกู้ เพื่อให้เขามีรถใช้ทำมาหากิน วันนี้ กำลังซื้อตก ถ้าเราแก้ได้ อย่างอื่นจะดีขึ้น&nbsp;</p>

<p>การส่งออกของเรา ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะข้อตกลงเอฟทีเอ ไทย-อียู ที่เราอาจจะได้ฉลองกันปลายปีนี้ หอการค้าได้ขอร้องให้เจรจาเรื่องน้ำเชื่อมที่ไม่สามารถส่งออกจีนได้ ทุเรียนเช่นเดียวกัน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ไปเจรจาเต็มที่ ไปเจรจาเชิงรุกให้รัฐบาลจีนให้การสนับสนุน ต่อมาการแก้ไขปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ เราทำงานเป็นทีมเพื่อจะช่วยผู้ประกอบการให้รอด เราได้พูดคุยถึงการรับมือกับนโยบายการค้าของทรัมป์ซึ่งได้รับทราบว่า รัฐบาลได้ทำงานล่วงหน้าไปแล้ว และยินดีที่จะจับมือกับภาคเอกชนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน</p>

<p>ในวงประชุมวันนี้ ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ยังได้รับฟังความเห็นและข้อเสนอต่างๆ จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย การแก้ปัญหาส่งออกน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมล่วงหน้าไปจีน, การปนเปื้อนสาร BY2 ต่อการส่งออกทุเรียนไทย, การเตรียมการรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ, การเตรียมการรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ, การเร่งผลักดัน FTA เพื่อขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ ทั้งแอฟริกา ตะวันออกกลาง ยูเรเซีย และทบทวน FTA ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด, การเข้าร่วมงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) รวมทั้ง การรับฟังข้อเสนอถึงโอกาสและอุปสรรคการค้าในภูมิภาคต่างๆ เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เวียดนาม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250317d48e44d49eb38441a4cf4c75e74048cf162751.png' type='image/png' length='1877077' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ตั้งเป้า 1 ล้านราย]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95023</link>
<guid isPermaLink="false">890b7561a441163c1d3be0dd43783339</guid>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2025 15:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; รับลูกรัฐบาล เปิดรับสมัครร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการดิจิทัล วอลเล็ต จากสมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาคมผู้ให้บริการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ไทย และผู้ผลิตทั่วประเทศแล้ว ส่วนร้านค้าทั่วไป ที่ตกหล่น เปิดให้สมัครผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ คาดมีร้านค้าเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านราย อำนวยความสะดวกใช้จ่ายเงินดิจิทัล &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับการขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาท เฟส 3 โดยได้ร่วมกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาคมผู้ให้บริการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ไทย และผู้ผลิตทั่วประเทศ เตรียมลงทะเบียนล่วงหน้าร้านค้า ซึ่งคาดว่าจะมีมากกว่า 1 ล้านราย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการใช้จ่ายของประชาชนกลุ่มอายุ 16-20 ปี ที่ได้รับการอนุมัติเงินดิจิทัลวอลเล็ต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สมาคมฯ และผู้ผลิต จะรวบรวมข้อมูลร้านค้าให้กับกระทรวงพาณิชย์ และดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคารต่าง ๆ เช่น QR Code Tag 30 เพื่อใช้ในการรับชำระเงินในการซื้อขาย และในส่วนของร้านค้าทั่วไป นอกเหนือจากการลงทะเบียนล่วงหน้ากับกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้สมัครผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค.2568 ด้วย</p>

<p>&ldquo;การลงทะเบียนร้านค้าล่วงหน้าในส่วนของสมาคมผู้ค้าปลีก จะมีร้านค้า และห้างค้าส่ง-ปลีกที่มีสาขาจำนวนมากเข้าร่วม ในส่วนของร้านค้าของสมาคมธนาคารไทย และสมาคมผู้ให้บริการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ไทย จะรวมถึงร้านหาบเร่ แผงลอย ร้านค้าทั่วไปที่มีการใช้ QR Code ธนาคารอยู่ในปัจจุบัน และในส่วนของผู้ผลิต จะเป็นการรวมโรงงานและผู้ผลิตต้นน้ำเข้าสู่ระบบ ดังนั้น การลงทะเบียนล่วงหน้าจะสามารถรวบรวมร้านค้าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำได้ และในส่วนของที่เหลือจะเป็นการเก็บตกร้านค้าผ่านการลงทะเบียนทั่วไปในเดือน เม.ย-พ.ค ต่อไป&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
​สำหรับเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินดิจิทัล วอลเล็ต ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2568 กำหนดให้ร้านค้าทุกประเภทสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ยกเว้น ร้านค้ากลุ่มบริการทั้งหมด และร้านค้าที่ขายสินค้า ได้แก่ ร้านขายเพชร ร้านขายทอง ร้านขายอัญมณี ร้านขายเฉพาะสลากกินแบ่งรัฐบาล ร้านขายเฉพาะสุรา บุหรี่ ผับ บาร์ ร้านขายสิ่งเสพติด/สารเสพติด (กัญชา กระท่อม ยาสูบ) สถานีบริการน้ำมัน (ไม่รวมร้านค้าในสถานี) โดยกำหนดให้กระทรวงพาณิชย์ สามารถพิจารณาเพิ่ม/ลด ประเภทร้านค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ​<br />
ส่วนการใช้จ่ายเงินและการถอนเงิน กำหนดการใช้จ่ายเงินดิจิทัลของประชาชน ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สามารถใช้จ่ายได้กับร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น (ร้านค้าขนาดใหญ่ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสมาคมค้าปลีกไทยจะเป็นผู้พิจารณาคัดแยกร้านค้าขนาดใหญ่ออกจากร้านค้าขนาดเล็ก) ตำแหน่งพิกัด GPS ประชาชนที่ใช้จ่ายกับร้านค้าต้องอยู่ในพื้นที่อำเภอเดียวกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของประชาชน และการใช้จ่ายเงินดิจิทัลของร้านค้า สามารถใช้จ่ายได้กับทุกร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่กำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายเชิงพื้นที่ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า และการถอนเงินสดของร้านค้า ร้านค้าไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันที หลังประชาชนใช้จ่าย ร้านค้าทุกประเภทจะสามารถถอนเงินสดได้ เมื่อมีการใช้จ่ายตั้งแต่ในรอบที่ 2 เป็นต้นไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250313b5ee93c114d2f280f93d0752d8632e97152616.jpg' type='image/jpg' length='341846' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย” เคาะ 7 มาตรการ 25 แผนงาน ดันราคาผลไม้ ตั้งเป้าช่วยขาย 9.5 แสนตัน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95020</link>
<guid isPermaLink="false">33370f1aba13f3653fc63b29615718a4</guid>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2025 15:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; เป็นประธานการประชุมมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน เคาะ 7 มาตรการ 25 แผนงาน ตั้งเป้าช่วยทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ 9.5 แสนตัน ดันราคาผลไม้ให้สูงขึ้น และช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ว่า ได้เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 จำนวน 7 มาตรการ 25 แผนงาน ซึ่งเป็นการทำงานล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด และจะทำทันที มีเป้าหมายช่วยระบายผลผลิตผลไม้ 950,000 แสนตัน ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ผลไม้มีราคาสูงขึ้น และมีเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น &nbsp;<br />
<br />
สำหรับ 7 มาตรการ 25 แผนงาน ประกอบด้วย 1.มาตรการสร้างความเชื่อมั่นผลผลิต มี 4 แผนงาน ได้แก่ 1.เร่งตรวจและรับรองแปลง GAP 120,000 แปลง 2.Set Zero สร้างความเชื่อมั่นผลไม้ไทย 3.ตั้งวอร์รูมผลักดันการส่งออกผลไม้ไทย และ 4.ตั้งชุดเฉพาะกิจเจรจาจีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.มาตรการส่งเสริมตลาดในประเทศ มี 8 แผนงาน ได้แก่ 1.เชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า 150,000 ตัน 2.กระจายออกนอกแหล่งผลิต 90,000 ตัน 3.สนับสนุนค่าบริหารจัดการผลไม้ระหว่างประเทศ 100,000 ตัน 4.จัดรณรงค์บริโภคผลไม้ (Thai Fruits Festival) 346,500 ตัน 5.สนับสนุนบรรจุภัณฑ์เพื่อการค้า Online-Offline 3,500 ตัน 6.โหลดผลไม้ขึ้นเครื่องฟรี 20 กิโลกรัม 100 ตัน 7.จัดกิจกรรม CSR (คนตัวใหญ่ช่วยคนตัวเล็ก) 40,000 ตัน และ 8.ยกระดับสร้างอัตลักษณ์ผลไม้ไทย (GI) 5 สินค้า</p>

<p>3.มาตรการส่งเสริมแปรรูปและปรับพื้นที่เกษตรให้เหมาะสม มี 2 แผนงาน ได้แก่ 1.แปรรูปผลไม้ในช่วงกระจุกตัวสูง เช่น ทุเรียน มะม่วง ลำไย 220,000 ตัน และ 2.สนับสนุนการปลูกพืชสวนแทนพืชไร่ เช่น กล้วยหอม มะพร้าวน้ำหอม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.มาตรการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ มี 4 แผนงาน ได้แก่ 1.มหกรรมการค้าชายแดน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 3 ภาค 2.จับคู่ธุรกิจ เป้าหมาย 1,000 ล้านบาท 3.ส่งเสริมการขายในต่างประเทศ เป้าหมาย 254 ล้านบาท และ 4.ร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เป้าหมาย 9,458 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.มาตรการยกระดับสินค้าผลไม้ไทย มี 3 แผนงาน ได้แก่ 1.ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ 2.ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA เป้าหมาย 50 ล้านบาท และ 3.เจรจาผ่อนคลายมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
6.มาตรการแก้ไขอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้า มี 2 แผนงาน ได้แก่ 1.ผ่อนปรนเคลื่อนย้ายแรงงาน 2.สนับสนุนการคัดแยก-ขนย้าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
7.มาตรการกฎหมาย มี 2 แผนงาน ได้แก่ 1.ปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ 08.00 น. หรือทันทีที่เปิดรับซื้อ 2.การป้องกันและปราบปราม ภายใต้ 5 กฎหมาย คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จะดูเรื่องในเรื่องการกดราคารับซื้อ และไม่ปิดป้ายแสดงราคา พ.ร.บ.ชั่งตวงวัด ดูแลเครื่องชั่ง พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ป้องกันการฮั้วเอาเปรียบเกษตรกร ประมวลกฎหมายอาญา ดูแลเรื่องการหลอกลวง และพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ที่ดูแลเรื่องการหลอกลวงเช่นเดียวกัน</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2568 ผลผลิตผลไม้สำคัญ 9 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มะม่วง สับปะรด มังคุด ส้มเขียวหวาน เงาะ ลองกอง และลิ้นจี่ คาดว่า จะมีประมาณ 6.736 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15% โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นมากสุด ผลผลิต 1.767 ล้านตัน เพิ่ม 37% ลำไย 1.456 ล้านตัน เพิ่ม 1% มะม่วง 1.306 ล้านตัน เพิ่ม 10% สับปะรด 1.343 ล้านตัน เพิ่ม 17% และมังคุด 2.79 แสนตัน เพิ่ม 2% ทั้งนี้ ในส่วนของลำไย อาจจะต้องมีการประเมินผลผลิตอีกครั้ง คาดว่า จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 1.6-1.7 ล้านตัน เพิ่ม 10%<br />
โดยผลผลิตผลไม้ทั้งหมด แบ่งเป็นการบริโภคสด 65% และแปรรูป 35% เป็นการส่งออก 74% ในจำนวนนี้เป็นส่งออกแบบสด 62% และแปรรูป 38% และบริโภคในประเทศ 26% ในจำนวนนี้เป็นการบริโภคแบบสด 73% และแปรรูป 27% โดยลำไย ส่งออกมากถึง 91% บริโภคในประเทศเพียง 10% มังคุดส่งออก 82% บริโภคในประเทศ 18% สับปะรด ส่งออก 78% บริโภคในประเทศ 22% ทุเรียน ส่งออก 75% บริโภคในประเทศ 25% ลิ้นจี่ ส่งออก 20% บริโภคในประเทศ 80% มะม่วง ส่งออก 16% บริโภคในประเทศ 84% ลองกอง ส่งออก 15% บริโภคในประเทศ 85% เงาะ ส่งออก 8% บริโภคในประเทศ 92% และส้ม ส่งออก 1% บริโภคในประเทศ 99%<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250313f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7152301.jpg' type='image/jpg' length='342389' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคาสินค้าปาล์มน้ำมัน เดือนมีนาคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94314</link>
<guid isPermaLink="false">3549ae14a7b6862f35ccb75a3a6f68d8</guid>
<pubDate>Mon, 10 Mar 2025 14:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250331299f150d808d8a8479396fd54f584572151130.jpg' type='image/jpg' length='425212' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกมันพุ่ง 1.05 ล้านตัน มูลค่า 6.5 พันล้าน ได้แรงหนุนจีนซื้อใช้ทำอาหารสัตว์]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92320</link>
<guid isPermaLink="false">2815ecc8f9e1aa0ca403044411daae25</guid>
<pubDate>Wed, 26 Feb 2025 16:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;เผยส่งออกมันสำปะหลังพุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 1.05 ล้านตัน มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท ได้รับผลดีจากจีนซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หลังจัดทีมไปกระตุ้นช่วงต้นปีที่ผ่านมา &ldquo;อารดา&rdquo;กางแผนขยายตลาดมันสำปะหลัง เตรียมลุยขายเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอาหารสัตว์ อาหาร เครื่องดื่ม กาว กระดาษ พร้อมจัดประชุมมันสำปะหลังโลก มิ.ย.นี้ โชว์ศักยภาพไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ จัดประชุมติดตามสถานการณ์การค้ามันสำปะหลัง ร่วมกับสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้รับรายงานว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าแนวโน้มการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังในปี 2568 จะเติบโตแซงหน้าปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ<br />
<br />
ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2568 มีการอนุญาตส่งออกมันสำปะหลังจากกรมการค้าต่างประเทศกว่า 1.05 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 6,500 ล้านบาท โดยได้รับผลดีจากคำสั่งซื้อจากผู้ประกอบการในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในจีน ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในกิจกรรมกระตุ้นตลาดการค้ามันสำปะหลังในจีนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่มีตลาดรองรับผลผลิต &nbsp;</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท New Hope Liuhe Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับต้นในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน มีความสนใจที่จะเจรจาซื้อขายมันเส้นของไทยในปริมาณมาก เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนตอนใต้ 3 มณฑล ได้แก่ กว่างโจว กว่างซีจ้วง และฝูเจี้ยน มีปริมาณการผลิตอาหารสัตว์รวมกันสูงถึง 100 ล้านตันต่อปี จึงมีศักยภาพสูงมากในการรองรับผลผลิตมันสำปะหลังของไทย และมั่นใจว่าความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยทั้งระบบในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมจะมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจขยายตลาดส่งออกสำหรับสินค้ามันสำปะหลัง โดยเร่งผลักดันการส่งออกมันอัดเม็ดมากขึ้น และหาตลาดใหม่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ อาหารสัตว์ อาหารและเครื่องดื่ม กาว กระดาษ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว<br />
<br />
ขณะเดียวกัน มีกำหนดการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ในเดือน มิ.ย.2568 ที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการในวงการมันสำปะหลัง แลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของสินค้ามันสำปะหลังของไทย ตอกย้ำถึงศักยภาพไทยในฐานะผู้ส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250226f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7165920.jpg' type='image/jpg' length='550620' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิด 102 สินค้าเพิ่มเข้า-ตัดออก ในการคำนวณเงินเฟ้อ หลังปรับปีฐานใหม่เป็น 464 รายการ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89251</link>
<guid isPermaLink="false">bbb84cfb09b318fbf28ca7a3ec35b479</guid>
<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 14:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ปรับปีฐานในการคำนวณเงินเฟ้อใหม่ ตัดสินค้าและบริการออก 34 รายการ เหตุไม่สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบัน และเพิ่มเข้า 68 รายการ ตามความต้องการและการใช้ชีวิตของประชาชน รวมมีทั้งสิ้น 464 รายการ จากเดิม 430 รายการ เพื่อให้สะท้อนการคำนวณเงินเฟ้อและตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการปรับปรุงฐานในการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ใหม่ จากปีฐาน 2562 เป็นปีฐาน 2566 โดยได้ตัดสินค้าและบริการที่ไม่สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบันออก 34 รายการ เพราะบางรายการการบริโภคลดลง และเพิ่มเข้ามาใหม่ 68 รายการ ตามความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน และเพื่อให้สะท้อนการคำนวณเงินเฟ้อให้ชัดเจนมากขึ้น ตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าและบริการที่ตัดออก 34 รายการ แยกเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 12 รายการ ได้แก่ 1.แป้งข้าวเจ้า 2.เส้นก๋วยเตี๋ยวสด 3.เส้นหมี่ 4.แหนม 5.เป็ดพะโล้ 6.ปลาตะเพียน 7.ครีมเทียม 8.ตำลึง 9.ลูกอม 10.แฮมเบอร์เกอร์ (เปลี่ยนเป็นรายการสินค้าภายใต้รายการอาหารฟาสต์ฟู้ด/delivery) 11.ข้าวแกง/ข้าวกล่อง (เปลี่ยนเป็นรายการข้าวราดแกง) 12.อาหารเย็น (อาหารตามสั่ง) (แยกรายการสินค้าเป็นต้มยำ ผัดผัก และข้าวเปล่า)<br />
<br />
หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 18 รายการ ได้แก่ 1.ผ้าตัดกระโปรง 2.ผ้าตัดเสื้อ 3.เครื่องแบบนักเรียนอนุบาล 4.เสื้อเชิ้ตเด็ก 5.รองเท้ากีฬาบุรุษ 6.รองเท้ากีฬาสตรี 7.รองเท้าแตะฟองน้ำบุรุษ 8.รองเท้าแตะฟองน้ำสตรี 9.กระเบื้องซีเมนต์ใยหินมุงหลังคา 10.แผ่นยิปซัม 11.ท่อพีวีซี ประปา 12.มุ้ง 13.ผงซักฟอก (เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้า) 14.กระเป๋าถือ 15.น้ำมันดีเซล B10 16.แบตเตอรีสำรอง 17.นิตยสารรายเดือน 18.ค่าอะไหล่รถยนต์</p>

<p>ค่าบริการต่าง ๆ 4 รายการ ได้แก่ 1.ค่าแรงช่างไฟฟ้า 2.ค่าแรงช่างประปา 3.ค่าโดยสารรถสามล้อเครื่อง 4.ค่าสมาชิกเคเบิลทีวี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าและบริการที่นำเข้า 68 รายการ แยกเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 29 รายการ ได้แก่ 1.แคบหมู 2.แฮม 3.ปลาแซลมอน 4.ปูอัด 5.ผักกาดหอม 6.หัวไชเท้า 7.บล็อคโคลี่ 8.หน่อไม้ฝรั่ง 9.ลำไย 10.ส้มโอ 11.อโวคาโด้ 12.น้ำปลาร้า (ปรุงสำเร็จ) 13.เครื่องดื่มเกลือแร่ 14.น้ำวิตามิน 15.น้ำตาลมะพร้าว 16.น้ำตาลทรายแดง 17.ข้าวมันไก่ 18.ข้าวราดผัดกระเพรา 19.หมูย่าง/หมูทอด 20.ปลาทอด/ปลาเผา 21.ข้าวผัด 22.ส้มตำ 23.ก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่ 24.ข้าวเปล่า 25.ต้มยำ 26.ผัดผัก 27.ชุดสุกี้พร้อมทาน 28.ไก่ย่าง/ไก่ทอด 29.ปลาทอด/ปลาเผา<br />
<br />
หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 28 รายการ ได้แก่ 1.ชุดสากล 2.กางเกงว่ายน้ำบุรุษ 3.ถุงเท้าสตรี 4.เครื่องแบบนักเรียนประถม 5.ลูกบิด/กลอนประตู 6.ฝักบัวอาบน้ำ 7.กระทะ 8.ถังน้ำ 9.เก้าอี้ 10.ตู้เสื้อผ้า 11.เตาอบไมโครเวฟ 12.เครื่องดูดฝุ่น 13.หม้อทอดไร้น้ำมัน/กระทะไฟฟ้า 14.ยาใส่แผล 15.ถุงยางอนามัย 16.น้ำเกลือทำความสะอาดแผล 17.ชุดตรวจโควิด (ATK) 18.แว่นกันแดด 19.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า (คลีนซิ่ง) 20.รถบรรทุกขนาดเล็ก (รถปิกอัป) 21.พลังงานไฟฟ้า (EV) 22.ค่าภาษีรถจักรยานยนต์ประจำปี 23.กล้องติดรถยนต์ 24.หูฟัง 25.ฟิล์มกันรอย 26.นาฬิกา Smart Watch 27.แท็ปเล็ต 28.ค่าอาหารสำหรับตักบาตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ค่าบริการต่าง ๆ 11 รายการ ได้แก่ 1.ค่าจ้างเหมาช่างก่อสร้าง 2.ค่าจ้างเหมาช่างประปา 3.ค่าจ้างเหมาช่างไฟฟ้า 4.ค่าคนดูแลผู้สูงอายุ 5.ค่าตรวจรักษาโรค/ค่าบริการทางการแพทย์ (นอกเวลาราชการ) 6.ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ (ไม่รวมประเภทสะสมทรัพย์) 7.ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) 8.ค่าตรวจสภาพรถยนต์ 9.ค่าสมาชิกฟิตเนส 10.ค่าสมาชิกดูหนังฟังเพลงออนไลน์ 11.ค่ารักษาพยาบาสัตว์ (โปรแกรมวัคซีนรักษาสัตว์รวม)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250207f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7145110.jpg' type='image/jpg' length='211635' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”วิเคราะห์เกษตร-อุตสาหกรรมเกษตรปี 67 ผลไม้-อาหารทะเล แชมป์ส่งออกสูงสุด]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88578</link>
<guid isPermaLink="false">cfca9caec472881330dc1bda5f419854</guid>
<pubDate>Tue, 04 Feb 2025 10:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; วิเคราะห์ปี 67 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่า 52,185.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,835,800 ล้านบาท เพิ่ม 6% เผยผลไม้ นำโด่งกลุ่มสินค้าเกษตร ตามด้วยข้าว ยาง ไก่ มัน ขายไปจีนสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐฯ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหารทะเลนำโด่ง ตามด้วยอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋อง ขายไปสหรัฐฯ สูงสุด ตามด้วยจีน ญี่ปุ่น กัมพูชา เมียนมา แนะพึ่งสินค้าส่งออกไม่กี่ชนิด และพึ่งตลาดส่งออก ไม่กี่ตลาด ควรเพิ่มชนิดส่งออก และขยายตลาดส่งออกให้มากขึ้น &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดย สนค. ได้ทำการวิเคราะห์สถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า มีการส่งออกได้มูลค่า 52,185.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,835,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% และนับเป็นครั้งแรกที่ไทยมีการส่งออกมูลค่าเกิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 17.36% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ที่ทำได้ 300,529.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10,548,759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการส่งออกดังกล่าว แยกเป็นการส่งออกสินค้าเกษตร (สินค้ากสิกรรม สินค้าปศุสัตว์ และสินค้าประมง) มูลค่า 28,827.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,014,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 26,814.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 923,999 ล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2567 โดยสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง 6,510.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 22.58% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร 2.ข้าว 6,443.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 22.32% 3.ยางพารา 4,992.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 17.32% 4.ไก่ 4,313.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 14.96% และ 5.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 3,133.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.87% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 88.06% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.จีน 10,054.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 34.88% 2.ญี่ปุ่น 3,471.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.04% 3.สหรัฐฯ 1,899.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.59% 4.มาเลเซีย 1,215.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.22% และ 5.อินโดนีเซีย 1,154.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.01% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 61.73% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด</p>

<p>สินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก โดยพิจารณาจากสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรก ได้แก่ 1.สัตว์น้ำจำพวกกุ้ง ปู หอย และปลาหมึก ขยายตัว 87.1% 2.ยางพารา ขยายตัว 36.8% 3.ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง 26.6% 4.ข้าว 25.0% และ 5.เครื่องเทศและสมุนไพร 23.1% และตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก พิจารณาจากตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรสูงที่สุด 20 อันดับแรก ได้แก่ 1.เวียดนาม ขยายตัว 78.9% 2.เซเนกัล 69.7% 3.อิรัก 44.9% 4.ฟิลิปปินส์ 41.7% และ 5.อิตาลี 35.8%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่า 23,357.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 821,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 22,440.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 772,669 ล้านบาท โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 3,845.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.46% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร 2.อาหารสัตว์เลี้ยง 3,029.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.97% 3.ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ 2,677.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.46% 4.น้ำตาลทราย 2,382.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.2 % และ 5.ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 2,120.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 9.08% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 60.17% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.สหรัฐฯ 3,437.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 14.72% 2.จีน 2,304.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 9.86% 3.ญี่ปุ่น 1,712.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.33% 4.กัมพูชา 1,625.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.96% และ 5.เมียนมา 1,071.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.59% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 43.46% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก พิจารณาจากสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัว 22.9% 2.กากน้ำตาล 22.2% 3.นมและผลิตภัณฑ์นม 21.3% 4.ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 18.3% และ 5.โกโก้และของปรุงแต่ง 16.0% และตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก พิจารณาจากตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรสูงสุด 20 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขยายตัว 27.6% 2.แคนนาดา 21.6% 3.ออสเตรเลีย 19.9% 4.สหรัฐฯ 19.7% และ 5.สหราชอาณาจักร 16.5%</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า สินค้าเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก มีสัดส่วนถึง 88.06% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 60.17% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า ไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าไม่กี่รายการ อาทิ ผลไม้ ข้าว ยางพารา ไก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และอาหารสัตว์เลี้ยง ไทยจึงควรนำเสนอผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่หลากหลายขึ้น และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่ไทยพึ่งพาสูง ได้แก่ จีน สัดส่วน 23.68% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมดของไทย สหรัฐฯ สัดส่วน 10.23% และญี่ปุ่น สัดส่วน 9.94% โดยทั้ง 3 ตลาดมีสัดส่วน 43.85% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมดของไทย จึงควรหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาบางตลาดมากเกินไป รวมทั้งติดตามมาตรการทางการค้าจากจีนและสหรัฐฯ จากสงครามการค้ารอบใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย รวมทั้งต้องเร่งส่งเสริมและผลักดันให้ไทยส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น อาทิ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง สินค้าเกษตรอัตลักษณ์ และสินค้าเกษตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เป็นสินค้าสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้เศรษฐกิจภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำผลการวิจัยและเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และประเมินความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบต่าง ๆ อาทิ สภาพภูมิอากาศ และสงครามการค้า ทำการตลาดและเจาะตลาดใหม่ ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิม รวมทั้งติดตามมาตรการการนำเข้าของประเทศคู่ค้าเพื่อวางแผนปฏิบัติตามได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง รวมทั้งต้องพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร การเก็บรักษา และบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับการส่งออกภาคเกษตรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250204f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7104732.jpg' type='image/jpg' length='377608' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”บินสหรัฐฯ เตรียมพบผู้บริหารระดับสูง-ภาคเอกชน เจรจาการค้า-แก้อุปสรรค]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88574</link>
<guid isPermaLink="false">78afaf5256db0a793dcd2f3cea471058</guid>
<pubDate>Tue, 04 Feb 2025 10:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;บินสหรัฐฯ 4-8 ก.พ.นี้ เข้าร่วมงาน NPB 2025 เตรียมใช้โอกาสนี้ พบปะหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และภาคเอกชนสหรัฐฯ เจรจาเชิงรุก สร้างโอกาสทางการค้า การลงทุนให้กับไทย พร้อมหาทางแก้ไขอุปสรรคทางการค้า เผยยังจะโชว์เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง การลงทุนสูงสุดรอบ 10 ปี ส่งออกสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนจะนำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ.2568 เพื่อกระชับและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลและภาคเอกชนสหรัฐฯ ตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุน โดยตนได้รับเชิญเข้าร่วมงาน National Prayer Breakfast 2025 &ndash; NPB 2025 ที่โรงแรม The Washington Hilton ซึ่งเป็นงานสำคัญที่จัดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2496 มีผู้นำระดับสูง รวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมเป็นประจำ<br />
<br />
ทั้งนี้ ในการเข้าร่วม จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนนโยบายด้านเศรษฐกิจกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เช่น สมาชิกสภาคองเกรส รัฐมนตรี ภาคเอกชน และผู้นำจากนานาชาติ และจะพบกับผู้นำธุรกิจสหรัฐฯ เช่น หอการค้าสหรัฐฯ (USCC) สภาธุรกิจอาเซียน-สหรัฐฯ (USABC) และบริษัทชั้นนำอย่าง Google เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยและผลักดันให้บริษัทสหรัฐฯ ขยายการลงทุนในไทย พร้อมหารือแนวทางแก้ไขอุปสรรคทางการค้าระหว่างสองประเทศ</p>

<p>&ldquo;การไปเยือนครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์ในการเจรจาเชิงรุก เพื่อรักษาโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อนเดินทาง ผมได้พบหารือกับนายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เพื่อรับคำแนะนำจากเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในการเข้าเจรจาหารือด้านการค้าการลงทุนกับกลุ่มบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ด้วย&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะใช้โอกาสนี้ พบปะกับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั่วโลก เพื่อเน้นย้ำถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยว่าเป็นบวกต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนปี 2567 สูงถึง 1.13 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี ส่วนมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น 5.4% หรือกว่า 10.5 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ และในปีนี้กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 2-3% รวมทั้งมุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกระดับ ตั้งแต่รายใหญ่จนถึงผู้ค้ารายย่อย ให้สามารถขยายตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น พร้อมผลักดันการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 74,484.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็น 54,956.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้าหลัก เช่น คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 19,528.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล และเคมีภัณฑ์ ส่งผลให้ไทยได้เปรียบดุลการค้า 35,427.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250204f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7104346.jpg' type='image/jpg' length='199303' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” จับมือ ธ.ก.ส. ช่วยเกษตรกร-SME ใช้ไม้ยืนต้นค้ำประกันเข้าถึงแหล่งเงินทุน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88573</link>
<guid isPermaLink="false">8ea42acc3d9fb62d833be313254c10b9</guid>
<pubDate>Tue, 04 Feb 2025 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; เป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาระบบจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบ Host to Host และการส่งเสริมการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับ ธ.ก.ส. เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ในการให้บริการนำไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ และช่วยให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาระบบจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบ Host to Host และการส่งเสริมการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า ระบบที่จัดทำขึ้นมานี้ จะช่วยรับส่งข้อมูลการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับ ธ.ก.ส. ทำได้สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ และช่วยให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME นำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ และได้เงินทุนไปต่อยอดธุรกิจได้เร็วขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การใช้ไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME สามารถนำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อได้โดยไม่ต้องตัดต้นไม้ และยังสามารถสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นในอนาคต จากการเติบโตของต้นไม้ รวมทั้งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนเครดิต สอดรับกับการพัฒนาธุรกิจของไทยสู่อนาคตที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว&rdquo;นายนภินทรกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ หลังจากการลงนาม 2 หน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการ ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไป มีความรู้เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ ปลูกป่า และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า สำหรับทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกัน ตามกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ได้แก่ 1.กิจการ เช่น ร้านอาหารเคลื่อนที่ (ฟู้ดทรัค) 2.สิทธิเรียกร้อง เช่น สิทธิในเงินฝาก 3.สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร 4.อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น คอนโดมิเนียม 5.ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และ 6.ทรัพย์สินอื่น ได้แก่ ไม้ยืนต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2567 สถาบันการเงินมีการจดทะเบียนรับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันแล้วจำนวน 167,302 ต้น วงเงินหลักประกันกว่า 185 ล้านบาท และเฉพาะ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นธนาคารแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ได้รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันแล้ว จำนวน 1,520 ต้น วงเงินหลักประกันมากกว่า 10 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250204f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7104151.jpg' type='image/jpg' length='288683' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคาสินค้าปาล์มน้ำมัน เดือนกุมภาพันธ์ 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88436</link>
<guid isPermaLink="false">72632963c94c0af60c12d19cc28cff50</guid>
<pubDate>Mon, 03 Feb 2025 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250228f43e2f89b6f36c93018ec056f0125a29125803.jpg' type='image/jpg' length='424369' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[10 สินค้าส่งออกดาวรุ่งปี 68 “คอมพิวเตอร์” แรงสุดกลุ่มอุตฯ “ผลไม้กระป๋อง” เด่นกลุ่มเกษตร]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/85032</link>
<guid isPermaLink="false">58f572c58a13f059cf4a4f6415b241b7</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jan 2025 15:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.วิเคราะห์สินค้าส่งออกดาวรุ่ง ปี 2568 เผยกลุ่มอุตสาหกรรม &ldquo;เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน&rdquo; มาแรงสุด ตามด้วยอัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร &ldquo;ผลไม้กระป๋องและแปรรูป&rdquo; มาอันดับหนึ่ง ตามด้วยอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มั่นใจแม้ปีนี้ มีปัจจัยเสี่ยงส่งออกมาก แต่เชื่อการทำงานใกล้ชิดรัฐและเอกชนจะช่วยผลักดันส่งออกโตได้ 2-3%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกรายสินค้าด้วยอนุกรมเวลา (Time Series Model) พิจารณาควบคู่กับอัตราการเปลี่ยนแปลงหน่วยย่อยต่อภาพรวม (Contribution to growth) และสถานการณ์ที่จะกระทบต่อการค้าในอนาคต เพื่อค้นหาว่า กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 10 อันดับแรก มีสินค้าตัวไหน รายการไหน ที่มีแนวโน้มเติบโตและขยายตัวได้ดีในปี 2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการวิเคราะห์ พบว่า 10 สินค้าส่งออกอุตสาหกรรม ที่จะเป็นดาวรุ่งในปี 2568 ได้แก่ 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน 2.อัญมณีและเครื่องประดับ 3.ผลิตภัณฑ์ยาง 4.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 5.หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 6.เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 7.เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ 8.แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า 9.เคมีภัณฑ์ และ 10.แผงวงจรไฟฟ้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจัยที่สนับสนุนการเป็นดาวรุ่ง คือ สินค้าเหล่านี้ มีการฟื้นตัวตามวัฎจักรความเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี AI อุปกรณ์อัจฉริยะที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น และความต้องการของภาคการผลิตที่เร่งตัวก่อนการดำเนินมาตรการทางการค้า และยังมีสินค้าอุตสาหกรรมของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต่อการปรับโครงสร้างการผลิตของไทย เช่น Data Center การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น แผ่นเวเฟอร์ (Wafer) หรือแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) ยานยนต์ไฟฟ้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ไทยมีกลุ่มสินค้าที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากคาดว่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 ได้แก่ กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ทั้งไทยและจีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ เหมือนกัน อีกทั้งเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 217,233.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 78.8% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250115f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7152136.jpg' type='image/jpg' length='380405' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เกาะติดปาล์ม ไม่มีขาดแคลน เผยผลผลิตเริ่มออก โรงสกัดเปิดรับซื้อปกติ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/84226</link>
<guid isPermaLink="false">1bb81bf587ca45749dc9a24018ede0ee</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jan 2025 10:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในประชุมร่วมกับสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เผยน้ำมันปาล์มมีเพียงพอ แม้ผลผลิตช่วงเดือน ธ.ค.67 ลดลง คาดตั้งแต่ ม.ค. จะเริ่มออกและมากขึ้นในช่วงเดือน มี.ค. โรงสกัดเปิดรับซื้อตามปกติ หลังหยุดซ่อมและหยุดปีใหม่ ส่วนราคาผลปาล์ม 7.40-8.50 บาท/กก. น้ำมันปาล์มดิบ 44.50-45 บาท/กก. และน้ำมันปาล์มขวดไม่เกิน 50 บาท ประเมินแนวโน้มต้นทุนลดลง ส่งผลราคาลดตาม &nbsp;&nbsp;</strong><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม โดยพบว่า ในช่วงเดือน ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลงตามฤดูกาล และพื้นที่เพาะปลูกในหลายพื้นที่ ประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลปาล์มได้ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ไว้ ส่วนปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุมคาดว่า สถานการณ์ปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในระยะต่อไป เนื่องจากปริมาณผลปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือน ม.ค.2568 เป็นต้นไป และผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือน มี.ค.2568 ซึ่งสมาคมฯ ได้ขอให้ภาครัฐกำกับดูแลราคาผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระทรวงพลังงานปรับลดสัดส่วนการผลิตไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก B7 เป็น B5 ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานปรับลดลง โดยกรมจะติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดต่อไป<br />
สำหรับราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 7 ม.ค.2568 อยู่ที่ 7.40&ndash;8.50 บาท/กิโลกรัม (กก.) ราคาน้ำมันปาล์มดิบ อยู่ที่ 44.50&ndash;45.00 บาท/กก. ส่วนราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลก ยังมีความผันผวน โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันปาล์มดิบของมาเลเซียเริ่มปรับตัวลดลง และการชะลอการปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก B35 เป็น B40 ของอินโดนีเซีย&nbsp;</p>

<p>ส่วนการเปิดรับซื้อปาล์มน้ำมันของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม พบว่า มีการเปิดรับซื้อตามปกติ ภายหลังการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักรประจำปีและหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า ทางด้านน้ำมันปาล์มขวด ที่ผ่านมา กรมได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มขวดขนาด 1 ลิตร ไม่ให้เกินขวดละ 50 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค ซึ่งจากการหารือ คาดว่า หากสถานการณ์ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มขวดปรับลดลง และสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดของปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการซื้อขายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกภาคส่วนกำหนดราคาซื้อขายให้สอดคล้องกับกลไกตลาด หากพบผู้ประกอบการรายใดดำเนินการโดยจงใจทำให้ราคาต่ำเกินสมควรหรือสูงเกินสมควร หรือทำให้ปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250110f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7105221.jpg' type='image/jpg' length='650623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคาสินค้าปาล์มน้ำมัน เดือนมกราคม 2568]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/83887</link>
<guid isPermaLink="false">ea5ed2acde9c8197256f78f1377f03fd</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jan 2025 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20250131249a55d6ed24e24dbe708ff7216532c0105039.jpg' type='image/jpg' length='450849' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เกาะติดปาล์ม หลังปรับใช้ผสมดีเซล ดันสต๊อกเพิ่ม ลดแรงกดดันน้ำมันขวด]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/78463</link>
<guid isPermaLink="false">77e51443e1ef89e7d9c51b65b3a7cf22</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 14:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เกาะติดสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน หลังพลังงานปรับลดสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลจาก B7 เป็น B5 พบความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบลดลง ดันสต๊อกเพิ่มขึ้น คาดผลผลิตปาล์ม ธ.ค. อยู่ในระดับ 1 ล้านตัน จะเริ่มออกมากหลังปีใหม่ ส่วนราคาน้ำมันปาล์มดิบ เริ่มอ่อนตัวลงตามปริมาณที่เพิ่ม ราคาตลาดโลกลง และจีนชะลอนำเข้า ลดแรงกดดันน้ำมันปาล์มขวดในประเทศ แต่ราคาปาล์ม ยังสูง กก.ละ 7.55 บาท สั่งทีมเฉพาะกิจติดตามการซื้อขาย ดูแลเกษตรกรต่อเนื่อง &nbsp;</strong><br />
<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ภายใต้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ประชุมร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กรมศุลกากร ผู้แทนเกษตรกร และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม หลังจากกระทรวงพลังงานมีการปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันดีเซลจาก B7 เป็น B5 เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2567 ที่ผ่านมา โดยพบว่า ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) จากกลุ่มไบโอดีเซลลดลง ประมาณเดือนละ 20,000 ตัน ส่งผลให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น คาดว่า ปริมาณน้ำมันมันปาล์มดิบคงเหลือ ณ เดือน พ.ย.2567 จะอยู่ที่ 0.237 ล้านตัน &nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันเดือน พ.ย.2567 อยู่ที่ 1.026 ล้านตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบที่อัตราสกัด 18% อยู่ที่ 0.185 ล้านตัน เดือน ธ.ค.2567 ผลผลิตปาล์มน้ำมัน 1.007 ล้านตัน ซึ่งจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดของปี แต่พอดีเริ่ม 2568 ผลผลิตจะทยอยออกเพิ่มขึ้น โดย ม.ค.2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.235 ล้านตัน ก.พ. 1.395 ล้านตัน และ มี.ค. 1.816 ล้านตัน ส่งผลให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันปาล์มขวด</p>

<p>สำหรับสถานการณ์ด้านราคา ขณะนี้น้ำมันปาล์มดิบ อยู่ที่ 41.75 บาท/กิโลกรัม (กก.) ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ 42.13 บาท/กก. โดยมีปัจจัยสำคัญจากปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะมาเลเซียปรับตัวลดลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ อยู่ที่ 38.82 บาท/กก. จากสัปดาห์ก่อน 39.06 บาท/กก. และประเทศผู้นำเข้าอย่างจีนเริ่มชะลอการนำเข้าน้ำมันปาล์ม เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว การบริโภคน้ำมันปาล์มลดลง ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันในประเทศ มีแนวโน้มลดลงตามสถานการณ์ต่างประเทศ อยู่ที่ 7.55 บาท/กก. จากเดิม 7.70 บาท/กก. แต่ก็ถือว่ายังทรงตัวอยู่ในระดับสูง &nbsp;<br />
<br />
&ldquo;คณะอนุกรรมการฯ เห็นพ้องกันว่า การดูดซับปริมาณน้ำมันดิบในภาคพลังงานและการส่งออก ยังคงเป็นเหตุสำคัญในการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยจะติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิดทุกสัปดาห์ เพื่อพิจารณาแนวทางและข้อเสนอการบริหารจัดการที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคอย่างเหมาะสมต่อไป&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ กำกับดูแลการรับซื้อผลปาล์มของเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม เหมาะสมสอดคล้องตามคุณภาพของทะลายปาล์มน้ำมัน โดยโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มต้องคัดแยกทะลายปาล์มดิบหรือไม่ได้คุณภาพอย่างเคร่งครัด รวมทั้งพี่น้องเกษตรกรต้องตัดปาล์มสุก เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันที่ดี ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและเป็นผลดีต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิด หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการรับซื้อผลผลิต สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241202f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7141159.jpg' type='image/jpg' length='297343' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคาสินค้าปาล์มน้ำมัน เดือนธันวาคม 2567]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/78434</link>
<guid isPermaLink="false">21af2504f6a2b4fab18a0d2cd877c46c</guid>
<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 13:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202412252615dcb60650673255efa56adee66ea5140127.jpg' type='image/jpg' length='438062' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”โชว์ส่งออกข้าว 9 เดือน 7.45 ล้านตัน เผยคำสั่งซื้อยังเข้า ทั้งปีลุ้น 9 ล้านตัน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75032</link>
<guid isPermaLink="false">b5e663940b1ff1167cd7d660efaa5442</guid>
<pubDate>Mon, 11 Nov 2024 10:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; โชว์ตัวเลขการส่งออกข้าว 9 เดือน 7.45 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 22.13% มูลค่ากว่า 1.72 แสนล้านบาท เพิ่ม 45.85% อินโดนีเซียนำเข้ามากอันดับหนึ่ง ตามด้วยอิรัก สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ คาดไตรมาสสุดท้ายยังส่งออกได้ดีต่อเนื่อง หลังคำสั่งซื้อยังเข้า มีลุ้นทั้งปีส่งออก 9 ล้านตัน กำชับเดินหน้าขยายตลาดข้าวต่อเนื่อง ทั้งตลาดเก่า ตลาดใหม่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยในช่วง 9 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มีปริมาณ 7.45 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 22.13% มูลค่า 172,019 ล้านบาท หรือประมาณ 4,834 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 45.85% เป็นผลมาจากผู้นำเข้าข้าว มีความต้องการนำเข้าเพื่อใช้ในการบริโภคและเก็บเป็นสต็อกเพื่อความมั่นคงทางอาหาร และเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตข้าวในประเทศ รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อด้านอาหาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย ได้แก่ อินโดนีเซีย นำเข้ามากเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 1.09 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 14.66% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ อิรัก สัดส่วน 12.19% สหรัฐฯ สัดส่วน 8.18% แอฟริกาใต้ สัดส่วน 7.79% และฟิลิปปินส์ สัดส่วน 5.36%</p>

<p>สำหรับการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้าย คาดว่า จะทำได้ดีต่อเนื่อง เพราะไทยมีผลผลิตข้าวนาปีที่กำลังออกสู่ตลาด และยังมีคำสั่งซื้อเข้ามาตลอด เพื่อรองรับความต้องการในช่วงปลายปี เทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ โดยกรมการค้าต่างประเทศ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้คาดการณ์ร่วมกันว่าในปี 2567 มีแนวโน้มส่งออกข้าวได้ถึง 9 ล้านตัน นำรายได้เข้าประเทศกว่า 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 230,000 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ได้กำชับให้กรมการค้าต่างประเทศ ติดตามสถานการณ์การค้าข้าวโลกอย่างใกล้ชิด และจัดทำแผนผลักดันการส่งออกข้าวไทยภายใต้หลักการ &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้&rdquo; โดยต้องรักษาตลาดเดิม เช่น แอฟริกาใต้ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รุกตลาดใหม่รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ยุโรป แคนาดา และภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มต้องการเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร สอดรับกับนโยบายรัฐบาล<br />
<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนการจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention (TRC) ซึ่งเป็นงานประชุมใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการค้าข้าวโลกมาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าวโลกและเจรจาธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งทั้งหมดจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้มีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241111f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7105243.jpg' type='image/jpg' length='396629' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”สั่งทีมพาณิชย์ลุยงานใน-ต่างประเทศ ทำแผนรับมือ “ทรัมป์ เร่งปิดดีล FTA]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75029</link>
<guid isPermaLink="false">c406f19f358eb58111710a08057162fa</guid>
<pubDate>Mon, 11 Nov 2024 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ประชุมร่วมผู้บริหารพาณิชย์ ติดตามการทำงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล สั่งปรับแผนงานพาณิชย์ให้สอดคล้อง ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ พร้อมทำแผนรับมือ &ldquo;ทรัมป์&rdquo;คัมแบ็กประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดไทยส่งออกได้มากขึ้น มีโอกาสดึงลงทุน ย้ำเดินหน้าขยายตลาด เร่งปิดดีลเจรจา FTA</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามนโยบายและขับเคลื่อนมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 58 แห่ง และพาณิชย์จังหวัด 72 จังหวัด ว่า วันนี้เป็นการประชุมติดตามและขับเคลื่อนมาตรการเร่งด่วนในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการไว้ ทั้งภารกิจในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่สอดคล้องกับ 10 นโยบายการทำงานที่ได้มอบไว้ตอนเข้ามารับตำแหน่ง ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค<br />
<br />
&ldquo;การทำงานตามนโยบายทั้ง 10 ข้อ มีความคืบหน้าทุกด้าน ต้องขอขอบคุณข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ทุกท่านที่ทำงานอย่างหนักตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งภารกิจในประเทศและต่างประเทศ จากนี้ ยังต้องทำงานต่อไป เพื่อดูแลเกษตรกร ให้ขายสินค้าเกษตรได้ราคาดี ดูแลค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค และสร้างโอกาสด้านการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งได้มอบหมายให้ทีมพาณิชย์ ทั้งส่วนกลาง ทูตพาณิชย์ และพาณิชย์จังหวัดทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป&rdquo;<br />
<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจการค้า และเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ หลังคาดว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เบื้องต้น เชื่อว่าไทยจะได้ประโยชน์ แต่ต้องวางจุดยืนให้ดี โดยในอดีต ช่วงเกิดสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น และคาดว่า หากเกิดสงครามการค้าอีก ไทยจะยังสามารถเพิ่มการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้มากขึ้น และไม่น่ากังวลกรณีไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพราะถ้ามีประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน เช่น ให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ก็จะไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งจะเห็นการลงทุนจากสหรัฐฯ เข้ามามากขึ้น อาทิ ซีเกท , Western Digital และมีเรื่อง Food Security , Data Center และ PCB ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241111f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7105117.jpg' type='image/jpg' length='192641' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีเซล ผัก ผลไม้ ค่าไฟขยับ ดันเงินเฟ้อ ต.ค. เพิ่ม 0.83% บวกต่อเนื่อง 7 เดือนติด]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/74494</link>
<guid isPermaLink="false">e3a89438282a5eb71ad3bc197df479ac</guid>
<pubDate>Wed, 06 Nov 2024 15:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เดือน ต.ค.67 เพิ่มขึ้น 0.83% เหตุผัก ผลไม้ น้ำมันดีเซล ค่าไฟฟ้า ปรับตัวสูงขึ้น ทำบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน รวม 10 เดือน เพิ่ม 0.26% คาด พ.ย. ยังเพิ่มอีก ทั้งปีอยู่ในเป้า 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5%</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ต.ค..2567 เท่ากับ 108.61 เทียบกับ ก.ย.2567 ลดลง 0.06% เทียบกับเดือน ต.ค.2566 เพิ่มขึ้น 0.83% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะผักสดและผลไม้สด ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลและค่ากระแสไฟฟ้าได้มีการปรับสูงขึ้น เนื่องจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งมีมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากภาครัฐมากกว่าปีนี้ ขณะที่ราคาแก๊สโซฮอล์ปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ต.) เพิ่มขึ้น 0.26%<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ต.ค..2567 ที่สูงขึ้น 0.83% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.95% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น กลุ่มอาหารสด อาทิ ผักสด (ต้นหอม กะหล่ำปลี ผักชี ผักกาดขาว มะเขือ พริกสด กะหล่ำดอก) ผลไม้สด (เงาะ กล้วยน้ำว้า มะม่วง แตงโม กล้วยหอม) ไก่สด ไข่ไก่ กุ้งขาว เนื้อสุกร และข้าวสารเจ้า กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟร้อน/เย็น น้ำหวาน) และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำตาลทราย มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) กะทิสำเร็จรูป) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ไก่ย่าง มะนาว น้ำมันพืช หัวหอมแดง กระเทียม ปลาทู และอาหารโทรสั่ง (Delivery) เป็นต้น<br />
<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 0.04% จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี) และค่าถ่ายเอกสาร ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง อาทิ แก๊สโซฮอล์ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี) เป็นต้น</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ต.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.08% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย..2567 และเพิ่มขึ้น 0.77% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.2566 เฉลี่ย 10 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) เพิ่มขึ้น 0.52%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพ.ย. 2567 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นต่แเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ค่ากระแสไฟฟ้าภาคครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่ากระแสไฟฟ้าของภาครัฐในปีนี้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา สินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน ซึ่งเป็นการปรับตัวที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว ส่วนปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ต่ำกว่าปีก่อน ราคาผักสดกลับเข้าสู่ระดับปกติ เนื่องจากผลกระทบจากอุทกภัยและน้ำท่วมหนักในบางพื้นที่สิ้นสุดลง และคาดว่าผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ระหว่าง 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5)% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241106e3896bd68ca14ba4c76def8076067372154558.jpg' type='image/jpg' length='506726' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลือง รับปากไม่ขึ้นราคา ป้อนสินค้าเข้าห้างต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/74492</link>
<guid isPermaLink="false">40523af556495c4e66074f580b7b7ff8</guid>
<pubDate>Wed, 06 Nov 2024 15:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในถกสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลือง ยืนยันไม่ปรับขึ้นราคาในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มสูงขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกในการบริโภคของครัวเรือน ด้านห้างช่วยยัน ผู้ผลิตไม่มีปรับราคา และจะจัดส่งสินค้าให้เพียงพอ พร้อมนำน้ำมันปาล์มราคาถูกขายในร้านธงฟ้าเพิ่ม ย้ำจะติดตามใกล้ชิด หากพบเอาเปรียบ โก่งราคา เล่นงานหนัก</strong><br />
<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เชิญสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองมาหารือ เพื่อติดตามสถานการณ์และกำกับดูแลสินค้าน้ำมันพืชบรรจุขวดอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการยืนยันให้ความร่วมมือในการไม่ขึ้นราคาจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนผู้บริโภคในช่วงที่น้ำมันปาล์มขวดมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น เพราะน้ำมันถั่วเหลืองจะสามารถใช้ทดแทนน้ำมันปาล์มขวดได้สำหรับการบริโภคในครัวเรือนเป็นส่วนใหญ่ และการไม่ขึ้นราคาดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มขวดลงได้ในระดับหนึ่ง<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมอยากเชิญชวนให้ผู้บริโภคมาบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองเป็นทางเลือกทดแทนในครัวเรือน เนื่องจากตอนนี้ราคาน้ำมันถั่วเหลืองไม่สูง เมื่อเทียบกับน้ำมันปาล์ม โดยจะมีจำหน่ายเพิ่มเติมได้ประมาณวันละ 150,000 ขวด</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมได้หารือร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น โดยทุกห้างยืนยันผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองบรรจุขวด ไม่มีการแจ้งปรับขึ้นราคาตามที่มีกระแสข่าวช่วงก่อนหน้านี้ และผู้ผลิตพร้อมจัดส่งสินค้าในราคาเดิมให้เพียงพอ โดยกรมจะร่วมกับห้างในการติดตามราคาและการจัดส่งสินค้าให้เพียงพอทุกวัน ส่วนห้างจะจัดโปรโมชันจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลืองเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องด้วย<br />
<br />
สำหรับน้ำมันปาล์ม กรมได้เพิ่มช่องทางในการจำหน่ายน้ำมันปาล์มราคาถูกผ่านร้านธงฟ้า เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยได้ซื้อ และหากสถานการณ์ยังตึงตัว จะหารือกับกระทรวงพลังงานในเรื่องของการพิจารณาการผลิตน้ำมันจากสูตร B7 เป็น B5 ในช่วงที่ปริมาณผลปาล์มมีไม่มาก เพื่อให้มีน้ำมันปาล์มสำหรับบริโภคเพิ่มขึ้น<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมจะตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันพืช ทั้งน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์ม กรณีตรวจสอบพบการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่าย จะมีโทษจำคุก 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของประชาชนหากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241106f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7154434.jpg' type='image/jpg' length='157039' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคาสินค้าปาล์มน้ำมัน เดือนพฤศจิกายน 2567]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/74085</link>
<guid isPermaLink="false">fa1380ec2c407081c91c86aa2c034293</guid>
<pubDate>Mon, 04 Nov 2024 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241127733580f8cbab9a17826d2db1f16ae93a155143.jpg' type='image/jpg' length='421056' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เบรกส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ขอห้างตรึงราคา จัดโปรโมชัน ดูแลผู้บริโภค]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/73401</link>
<guid isPermaLink="false">e871d88695b69464f31f86ed108a4d46</guid>
<pubDate>Wed, 30 Oct 2024 14:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินหน้าบริหารสมดุลปาล์มน้ำมัน หลังผลผลิตลดลงจากภัยแล้ง และโรคระบาด ขอความร่วมมือไม่ให้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมจับมือห้างตรึงราคาขายให้นานที่สุด และจัดโปรโมชันให้กับผู้บริโภค</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมัน ว่า ขณะนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดน้อยลง ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าไปดูแลให้เกิดความสมดุล เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดี และผู้บริโภคไม่ต้องบริโภคน้ำมันปาล์มขวดแพงเกินไป โดยได้สั่งการให้กรมการค้าภายในไปพิจารณามาตรการดูแลปาล์มน้ำมัน โดยในระยะสั้น ไม่ให้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อให้มีสต๊อกเพียงพอ และดูแลราคาน้ำมันปาล์มขวดให้เหมาะสม หรือหากจำเป็น ก็ปรับลดการใช้น้ำมันปาล์มในไบโอดีเซลลงมา เพื่อให้เหลือบริโภคมากขึ้น<br />
<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ถึงแนวทางการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งความต้องการบริโภคและการใช้ในภาคพลังงาน โดยพบว่า ขณะนี้ปริมาณมีเพียงพอต่อความต้องการ สต๊อกเกินกว่า 2 แสนตัน และทางสมาคมฯ ยังยืนยันที่จะไม่ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในช่วงนี้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย<br />
สำหรับสาเหตุที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลง เนื่องจากเจอภัยแล้งและโรคระบาดช่วงก่อนหน้านี้ โดยผลผลิตจะออกน้อยช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2567 ส่งผลให้ราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 8-9 บาท ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกร ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น และคาดว่าสถานการณ์ผลผลิตจะเริ่มกลับเข้าสู่ปกติตั้งแต่เดือน ม.ค.2568 เป็นต้นไป<br />
<br />
ส่วนราคาน้ำมันปาล์มขวด ขณะนี้จำหน่ายในราคาตั้งแต่ 43-48 บาทต่อขวด แล้วแต่สต๊อกเก่าใหม่ ซึ่งกรมได้หารือกับห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และห้างท้องถิ่น เพื่อขอความร่วมมือให้ตรึงราคาจำหน่ายให้นานที่สุด และขอความร่วมมือให้จัดโปรโมชันลดราคาน้ำมันปาล์มขวดต่อเนื่อง รวมทั้งหากจะมีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายจากราคาเดิม ให้แจ้งมายังกรมด้วย และกรณีที่สั่งน้ำมันปาล์มขวดจากผู้ผลิต และได้รับสินค้าช้า หรือมีสินค้าไม่เพียงพอ ก็ให้รีบแจ้งมายังกรม เพื่อที่จะเข้าไปดูแลต่อไป<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะติดตามสถานการณ์น้ำมันพืช และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ประกอบการดำเนินการใด ๆ โดยจงใจที่จะทำให้ราคาสูงเกินสมควร หรือทำให้ปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด จะดำเนินการตามกฎหมายต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือทางแอปลิเคชันLine@MR.DIT&nbsp;และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241030f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7141523.jpg' type='image/jpg' length='143254' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปิดฤดูผลไม้ปี 67 ชาวสวนยิ้ม]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72085</link>
<guid isPermaLink="false">b4de62d6857c1bb961ce31420d7526c9</guid>
<pubDate>Mon, 21 Oct 2024 16:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ช่วงต้นปี 2567 มีการคาดการณ์ &ldquo;<strong>ผลผลิตผลไม้</strong>&rdquo; ทุกชนิด จะมีปริมาณ 6.765 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2% แยกเป็น &ldquo;<strong>ทุเรียน</strong>&rdquo; 1.526 ล้านตัน เพิ่ม 3% &ldquo;<strong>มังคุด</strong>&rdquo; 2.81 แสนตัน เพิ่ม 4% &ldquo;<strong>ลำไย</strong>&rdquo; 1.506 ล้านตัน เพิ่ม 6% &ldquo;<strong>เงาะ</strong>&rdquo; 2.26 แสนตัน เพิ่ม 5% &ldquo;<strong>ลองกอง</strong>&rdquo; 5.7 หมื่นตัน ลด 11% &ldquo;<strong>ลิ้นจี่</strong>&rdquo; 3 หมื่นตัน ลด 26% &ldquo;<strong>มะม่วง</strong>&rdquo; 1.32 ล้านตัน ลด 2% &ldquo;<strong>สับปะรด</strong>&rdquo; 1.38 ล้านตัน เพิ่ม 10% &ldquo;<strong>ส้มเขียวหวาน</strong>&rdquo; 3.04 แสนตัน ลด 21% และ &ldquo;<strong>ส้มโอ</strong>&rdquo; 1.35 แสนตัน ลด 27%&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดย &ldquo;<strong>ฤดูกาลผลไม้</strong>&rdquo; เริ่มเปิดฉากตั้งแต่เดือน เม.ย.-ส.ค.2567 ช่วง 5 เดือนนี้ ผลผลิตออกสัดส่วน 71% ของผลผลิตทั้งหมด ที่เหลือ 29% ออกในช่วงที่เหลือ และในจำนวนผลผลิต 6.765 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 26% ส่งออก 74%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การดูแลผลไม้ &ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้จัดทำ &ldquo;<strong>มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2567</strong>&rdquo; จำนวน 6 มาตรการ 25 แผนงาน ที่ทำไว้ล่วงหน้า มีทั้งมาตรการทั้งส่งเสริมการผลิตและแปรรูป มาตรการส่งเสริมตลาดในประเทศ มาตรการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพทางการค้า มาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า และมาตรการทางกฎหมาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ต่อมาเพิ่มมาตรการ &ldquo;<strong>คนตัวใหญ่ ช่วยคนตัวเล็ก</strong>&rdquo; ดึง 12 กลุ่ม 20 เครือข่าย 27 หน่วยงาน เข้ามาช่วยเสริม ด้วยการช่วยซื้อผลผลิตผลไม้ นำไปกระจายผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยใช้หลักการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>ผลการดำเนินการ</strong>&rdquo; ตลอดฤดูกาลผลไม้ที่ผ่านมา ประสบ &ldquo;<strong>ความสำเร็จ</strong>&rdquo; อย่างงดงาม สามารถ &ldquo;<strong>ปิดฉาก</strong>&rdquo; ฤดูกาลผลไม้ที่เรียกได้ว่าเป็น &ldquo;<strong>ปีทอง</strong>&rdquo; ของชาวสวนผลไม้อีกปีหนึ่ง<br />
<br />
เนื่องจากปีนี้ &ldquo;<strong>ราคาผลไม้</strong>&rdquo; ทุกชนิด ปรับตัว &ldquo;<strong>เพิ่มขึ้น</strong>&rdquo; ทุกรายการ ไม่มีตกหล่นแม้แต่ตัวเดียว โดยเพิ่มขึ้น &ldquo;<strong>ต่ำสุด</strong>&rdquo; คือ 1% และ &ldquo;<strong>สูงสุด</strong>&rdquo; คือ 146%<br />
<br />
เริ่มจาก &ldquo;<strong>ผลไม้ภาคตะวันออก</strong>&rdquo; ตอนนี้สิ้นสุดฤดูกาลไปแล้ว ราคาปรับตัวขึ้นทุกรายการ โดย &ldquo;<strong>ทุเรียน</strong>&rdquo; เกรด AB ราคาเฉลี่ย 181 บาท/กิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น 21% เกรด C ราคา 131 บาท/กก. เพิ่ม 19% เกรด D ราคา 111 บาท/กก. เพิ่ม 11% &ldquo;<strong>มังคุด</strong>&rdquo; เกรดส่งออก ราคา 89 บาท/กก. เพิ่ม 46% เกรดรอง ราคา 61 บาท/กก. เพิ่ม 22% เกรดคละ 64 บาท/กก. เพิ่ม 68% ตกเกรด ราคา 25 บาท/กก. เพิ่ม 67% &ldquo;<strong>เงาะโรงเรียน</strong>&rdquo; ส่งออก ราคา 41 บาท/กก. เพิ่ม 17% เกรดในประเทศ ราคา 36 บาท/กก. เพิ่ม 29% &ldquo;<strong>เงาะสีทอง</strong>&rdquo; ส่งออก ราคา 31 บาท/กก. เพิ่ม 35% เกรดในประเทศ ราคา 26 บาท/กก. เพิ่ม 44% &ldquo;<strong>ลองกอง</strong>&rdquo; เบอร์ 1 ราคา 76 บาท/กก. เพิ่ม 1% เบอร์ 2 ราคา 60 บาท/กก. เพิ่ม 15% เบอร์ 3 ราคา 52 บาท/กก. เพิ่ม 4%</p>

<p>&ldquo;<strong>ผลไม้ภาคใต้</strong>&rdquo; ขณะนี้ใกล้จะสิ้นสุดฤดูกาลแล้ว โดย &ldquo;<strong>ทุเรียน</strong>&rdquo; ออกแล้ว 98.6% เกรด AB ราคาเฉลี่ย 180 บาท/กิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น 50% เกรด C ราคา 120 บาท/กก. เพิ่ม 14% เกรด D ราคา 100 บาท/กก. เพิ่ม 4% &ldquo;<strong>มังคุด</strong>&rdquo; ออกแล้ว 99.2% กลุ่มประมูล เกรดส่งออก ราคา 90.95 บาท/กก. เพิ่ม 146% เกรดรอง ราคา 69.50 บาท/กก. เพิ่ม 132% เกรดคละ 47.50 บาท/กก. เพิ่ม 90% ตกเกรด ราคา 35.50 บาท/กก. เพิ่ม 196% &ldquo;<strong>เงาะโรงเรียน</strong>&rdquo; ในประเทศ ราคา 38 บาท/กก. เพิ่ม 31% &ldquo;<strong>เงาะสีทอง</strong>&rdquo; ในประเทศ ราคา 27 บาท/กก. เพิ่ม 13% &ldquo;<strong>ลองกอง</strong>&rdquo; ออกแล้ว 93.6% เบอร์ 1 ราคา 36.50 บาท/กก. เพิ่ม 22% เบอร์ 2 ราคา 22.50 บาท/กก. เพิ่ม 13% เบอร์ 3 ราคา 8.50 บาท/กก. ลด 6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>ผลไม้ภาคเหนือ</strong>&rdquo; ใกล้จะสิ้นฤดูกาลเช่นเดียวกัน โดย &ldquo;<strong>มะม่วง</strong>&rdquo; จบฤดูกาลแล้ว &ldquo;<strong>มะม่วงน้ำดอกไม้</strong>&rdquo; เกรดส่งออก ราคา 60 บาท/กก. เพิ่ม 20% เกรด A ราคา 37.50 บาท/กก. เพิ่ม 36% เกรดคละ ราคา 22.50 บาท/กก. เพิ่ม 13% &ldquo;<strong>มะม่วงฟ้าลั่น</strong>&rdquo; เบอร์ 1 ราคา 20 บาท/กก. เพิ่ม 122% คละ 12.50 บาท/กก. เพิ่ม 108% &ldquo;<strong>มะม่วงโชคอนันต์</strong>&rdquo; เกรดตลาด 12.50 บาท/กก. เพิ่ม 56% เกรดดอง ยำ ราคา 3 บาท/กก. เพิ่ม 20% &ldquo;<strong>มะม่วงเขียวเสวย</strong>&rdquo; คละ ราคา 23.50 บาท/กก. เพิ่ม 2% &ldquo;<strong>มะม่วงมหาชนก</strong>&rdquo; คละ ราคา 21 บาท/กก. เพิ่ม 24% &ldquo;<strong>มะม่วงเขียวมรกต</strong>&rdquo; เบอร์ 1-2 ราคา 19 บาท/กก. เพิ่ม 27% คละ 12.75 บาท/กก. เพิ่ม 28% &ldquo;<strong>ลิ้นจี่</strong>&rdquo; ฮงฮวย A ราคา 33.25 บาท/กก. เพิ่ม 19% จักรพรรดิ B ราคา 61.25 บาท/กก. เพิ่ม 36% &ldquo;<strong>ส้มเขียวหวาน</strong>&rdquo; คละ 20 บาท/กก. เพิ่ม 14% &ldquo;<strong>สับปะรดภูแล</strong>&rdquo; ออกแล้ว 91% เกรดคละ ราคา 12.50 บาท/กก. เพิ่ม 39% &ldquo;<strong>ส้มโอทองดี</strong>&rdquo; ออกแล้ว 97% เกรดสวยติดขั้ว-ใบ ราคา 14.50 บาท เพิ่ม 5% เกรดคละ ราคา 11.50 บาท เพิ่ม 4% &ldquo;<strong>ลำไย</strong>&rdquo; ช่อส่งออก AA ราคา 42 บาท/กก. เพิ่ม 29% ช่อส่งออก A ราคา 38 บาท/กก. เพิ่ม 38% รูดร่วง AA ราคา 33 บาท/กก. เพิ่ม 40% รูดร่วง A ราคา 18 บาท/กก. เพิ่ม 16% รูดร่วง B ราคา 10 บาท/กก. เพิ่ม 33% &ldquo;<strong>ลองกอง</strong>&rdquo; ออกแล้ว 73% เบอร์ 1 ราคา 37.50 บาท/กก. เพิ่ม 36% เบอร์ 3 ราคา 23.50 บาท/กก. เพิ่ม 114%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; กล่าวว่า ตอนนี้ใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลไม้ทุกชนิดแล้ว เหลือผลผลิตอีกเพียงเล็กน้อย โดยราคาปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง มะม่วง ลิ้นจี่ ส้ม ส้มโอ สับปะรด และลำไย เป็นผลจากความสำเร็จของมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2567 จำนวน 6 มาตรการ 25 แผนงาน ที่ได้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ก่อนที่ผลผลิตผลไม้จะออกสู่ตลาด</p>

<p>ทั้งนี้ เมื่อตนเข้ามารับตำแหน่ง ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการดูแล ทั้งการขยายตลาดในประเทศและการผลักดันการส่งออกสู่ตลาดใหม่ และการนำผลผลิตไปแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ปีนี้ปิดฉากฤดูกาลผลผลิตผลไม้ได้อย่างงดงาม และถือเป็นปีทองของพี่น้องเกษตรกรอีกปีหนึ่ง ที่ขายผลผลิตได้ราคาดีและมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 โดยให้เตรียมตัวไว้ก่อนที่ผลผลิตฤดูกาลใหม่จะออกสู่ตลาด และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะนำมาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะนำมาใช้เป็นมาตรการดูแลผลไม้เชิงรุกในปี 2568 ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>ความสำเร็จ</strong>&rdquo; ที่เกิดขึ้น ต้องชื่นชนคน &ldquo;<strong>คุมเกม</strong>&rdquo; ที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ คือ &ldquo;<strong>นายภูมิธรรม เวชยชัย</strong>&rdquo; สมัยที่นั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ต่อมา นายพิชัย &ldquo;<strong>รับไม้ต่อ</strong>&rdquo; ซึ่งการทำงาน ก็ทำได้แบบ &ldquo;<strong>ไร้ที่ติ</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>บวกเพิ่ม</strong>&rdquo; ในสิ่งที่ขาด ทำให้การดูแลผลไม้เกิดความต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
แต่ที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ ก็คือ คนทำงาน อย่าง &ldquo;<strong>กรมการค้าภายใน</strong>&rdquo; ที่ทำงานแบบ &ldquo;<strong>ถึงลูกถึงคน</strong>&rdquo; ตรงไหน จุดไหน มีปัญหา ก็จะเข้าไป &ldquo;<strong>เกาะติด</strong>&rdquo; เข้าไป &ldquo;<strong>แก้ไขปัญหา</strong>&rdquo; แบบทันท่วงที ทำให้ปีนี้ เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวผลไม้ราคาตกกันเลย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อีกส่วนที่ต้องขอชื่นชม ก็ บรรดา &ldquo;<strong>คนตัวใหญ่</strong>&rdquo; ทั้งห้าง ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ปั๊มน้ำมัน ที่เข้ามาช่วยเหลือ นำผลผลิตไปช่วยระบาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สุดท้ายนี้ ก็ขอแสดงความดีใจกับ &ldquo;<strong>ชาวสวนผลไม้</strong>&rdquo; ที่ปีนี้ &ldquo;<strong>ผลไม้ทุกชนิด</strong>&rdquo; ราคาดีทุกตัว มีรายได้เพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241021f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7163344.jpg' type='image/jpg' length='602838' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ผลผลิตลด โรคระบาด ดันปาล์มพุ่งโลละ 6.90-8.10 บาท “พาณิชย์”จัดสมดุลดูแลทุกภาคส่วน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72041</link>
<guid isPermaLink="false">7510c90360756cdf50dca5513f223400</guid>
<pubDate>Mon, 21 Oct 2024 15:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยราคาปาล์มน้ำมันขยับขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดกิโลกรัมละ 6.90-8.10 บาทแล้ว คณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มเตรียมประชุมจัดสมดุลน้ำมันปาล์มให้เหมาะสม ดูแลทุกภาคส่วน ชี้สาเหตุราคาขึ้น ปลายปีผลผลิตออกน้อย และปาล์มเจอโรคระบาด พร้อมส่งทีมดูแลการซื้อขายของลานเทและโรงงานสกัดให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ป้องกันเอาเปรียบเกษตรกร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันได้ออกสู่ตลาดลดลง ตั้งแต่หลังเดือน ก.ค.2567 เป็นต้นมา และคาดว่าจะออกน้อยไปจนถึงเดือน ธ.ค.2567 ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 7.60-7.80 บาท/กิโลกรัม (กก.) และล่าสุด ณ วันที่ 16 ต.ค.2567 ราคาปาล์มน้ำมันอยู่ที่ กก.ละ 6.90-8.10 บาท และราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ กก.ละ 39-39.50 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สอดคล้องกับราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีผลผลิตปาล์มน้ำมันน้อย ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริโภค อุตสาหกรรม และพลังงาน เฉลี่ยเดือนละ 2 แสนตัน รวมทั้งการส่งออก ซึ่งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม จะมีการหารือเพื่อดูแลสถานการณ์ปาล์มน้ำมันและราคาให้สมดุล ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคต่อไป</p>

<p>สำหรับปัจจัยที่ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตปาล์มน้ำมันช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 จะออกสู่ตลาดลดลง 23% โดยมีสาเหตุมาจากปัญหาภัยแล้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 เป็นต้นมา และเกิดโรคระบาดในปาล์มน้ำมัน (โรคลำต้นเน่าในปาล์มน้ำมันหรือเชื้อราการ์โนเดอร์มา) ในบางพื้นที่ ทำให้ต้นปาล์มดูดซึมอาหารและน้ำไม่เต็มที่ ส่งผลให้ทะลายปาล์มไม่สมบูรณ์ ซึ่งกรมการค้าภายในได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลและหาแนวทางในการเพิ่มผลผลิตให้กับพี่น้องเกษตรกรแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในพื้นที่ปลูกสำคัญ โดยเฉพาะสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช และตรัง เพื่อกำกับดูแลการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันของลานเทให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อาทิ การปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ และการห้ามกระทำการใด ๆ อันทำให้ผลปาล์มร่วงไม่เป็นธรรมชาติ โดยหากเกษตรกรพบการรับซื้อผลปาล์มที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ<br />
<br />
โดยหากเจ้าหน้าที่พบการทำปาล์มร่วงไม่เป็นธรรมชาติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีกดราคารับซื้อ โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีไม่แจ้งปริมารณ สถานที่เก็บ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241021f80e41093ca5a60f5500cfb72cfae4a7154516.jpg' type='image/jpg' length='425428' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมันขึ้น ส่งออกโต การผลิตพุ่ง ดันดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 เพิ่ม 2.4%]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70747</link>
<guid isPermaLink="false">0e3728852937c889a29cc882414598a9</guid>
<pubDate>Thu, 10 Oct 2024 13:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 ปี 67 เพิ่มขึ้น 2.4% ปรับตัวเพิ่ม 2 ไตรมาสติดต่อกัน เหตุราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้น ค่าจ้าง ดอกเบี้ยทรงตัวสูง การส่งออก และการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวดีขึ้น ส่งผลมีความต้องการขนส่งมากขึ้น ส่วนผลกระทบอุทกภัยต่อค่าบริการ ยังไม่ชัดเจน คาดไตรมาส 4 จะสูงขึ้นเล็กน้อย จับตาน้ำมัน การขนส่งพืชผลเกษตรปลายปี กดดันค่าบริการ</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 และยังเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่ปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอัตราค่าจ้าง และอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น ทำให้ความต้องการและปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ส่วนผลกระทบจากอุทกภัยที่ส่งผลต่อการคมนาคมขนส่งในหลายพื้นที่ ยังไม่ส่งผลต่อค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนอย่างชัดเจน ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป<br />
ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ที่เพิ่มขึ้น 2.4% เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าบริการขนส่งในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 2.7% อาทิ ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะประดิษฐ์ สิ่งทอ อุปกรณ์ไฟฟ้า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ตามด้วยหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 0.9% อาทิ ถ่านหินและลิกไนต์ ปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะ และหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง เพิ่ม 0.8% อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน แบ่งตามประเภทรถ เพิ่มขึ้น 1% โดยประเภทรถที่ดัชนีค่าบริการขนส่งเพิ่มขึ้น อาทิ รถตู้บรรทุก เพิ่ม 2.1% รถบรรทุกเฉพาะกิจ เพิ่ม 1.9% รถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 1.8% รถกระบะบรรทุกเพิ่ม 1.3% และรถบรรทุกของเหลว เพิ่ม 0.7% ขณะที่ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าโดยรถพ่วง ลดลง 0.1% ส่วนดัชนีราคาค่าบริการขนส่งรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาวไม่เปลี่ยนแปลง</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าผู้ประกอบการได้ทยอยปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนมาบ้างแล้วในช่วงที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยที่กระทบ อาทิ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ยังดีที่มีการตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ถึง 31 ต.ค.2567 อัตราค่าจ้างและอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ยังอยู่ระดับสูง ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้า และการผลิตในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรหลายชนิด จะส่งผลให้ความต้องการการขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากอุทกภัยที่ส่งผลต่อเส้นทางการขนส่งสินค้า อาจจะทำให้ค่าบริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งในและประต่างประเทศ และมาตรการการช่วยเหลือด้านพลังงานของภาครัฐ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาท อาจจะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ และกระทบไปถึงการประกอบธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวสร้างความเสียหายค่อนข้างมากให้กับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SME ที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ประกอบกับต้นทุนในการประกอบธุรกิจทรงตัวในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจของไทยเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป กระทรวงพาณิชย์ได้ตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี โดยเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบการสวมสิทธิ์ การถือหุ้น และการจดทะเบียนนิติบุคคลอย่างเข้มงวด การเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการการประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน รวมถึงการจัดทำและพัฒนาแดชบอร์ดธุรกิจโลจิสติกส์บนเว็บไซต์ คิดค้า.com เพื่อเป็นศูนย์กลางระบบฐานข้อมูลด้านธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศที่ครอบคลุมและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากปัญหาดังกล่าวได้&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202410106648459d679167cd1537696acc311007134629.jpg' type='image/jpg' length='351494' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจเข้มสินค้ากินเจ ส่วนใหญ่ราคาทรงตัว ขอผู้บริโภคเบาใจ จะดูแลเข้มงวด]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70375</link>
<guid isPermaLink="false">dc58279867630c43355841c7249e643b</guid>
<pubDate>Tue, 08 Oct 2024 13:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ พบสินค้าส่วนใหญ่ราคาทรงตัวใกล้เคียงปีที่ผ่านมา ขอให้พี่น้องประชาชนเบาใจ จะมีการตรวจสอบเข้มทุกตลาด เพื่อดูแลการจำหน่าย การปิดป้ายแสดงราคา และปกป้องการฉวยโอกาส</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าที่ใช้ในช่วงเทศกาลกินเจ ณ ชุมชนเล่งป๊วยเอี๊ยะ (เยาวราช) และตลาดที่เป็นแหล่งจำหน่ายสำคัญ ๆ ของกรุงเทพฯ พบว่า ในปีนี้ภาพรวมราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เช่น หมี่กึ๋น (ไส้หมูเจ) ราคา 50&ndash;90 บาท/กิโลกรัม (กก.) ฟองเต้าหู้ (ไม่ทอด) ราคา 240&ndash;350 บาท/กก. ดอกไม้จีน (ไม่ฟอก) 320-420 บาท/กก. หัวผักกาด 35&ndash;50 บาท/กก. คะน้า ราคา 25&ndash;50 บาท/กก. เป็นต้น เช่นเดียวกับอาหารปรุงสำเร็จเจ ซึ่งราคาไม่ต่างจากปีก่อน โดยราคาจะอยู่ที่ 50&ndash;60 บาท/ถุง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้าสบายใจ เพราะกรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายใน ออกตรวจสอบผู้ประกอบการตามตลาดสดและย่านการค้าที่สำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ เพิ่มเติมจากที่ได้ปฏิบัติเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น ตลาดพรานนก ตลาดมีนบุรี ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดธนบุรี ตลาดเวิล์ดมาร์เก็ต และชุมชนเล่งป๊วยเอี๊ยะ (เยาวราช) เป็นต้น เพื่อติดตามพฤติกรรมทางการค้า สถานการณ์ราคา การปิดป้ายแสดงราคา ตรวจสอบเครื่องชั่ง การค้ากำไรเกินควร และการกักตุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนและป้องปรามมิให้มีการฉวยโอกาศขึ้นราคาสินค้าและเอาเปรียบผู้บริโภค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241008000880d0c0ae8875eff6c2d25c0ae4ad131006.jpg' type='image/jpg' length='567742' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดให้ จับมือผู้ผลิต ห้าง ตลาดสด ลดราคาสินค้ารับเทศกาลกินเจ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69565</link>
<guid isPermaLink="false">ecc8f9fafe3d30ffbfe0261dba59c590</guid>
<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดให้ ลดราคาเทศกาลกินเจ อิ่มบุญราคาประหยัด ผนึกกำลังผู้ผลิต ห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างท้องถิ่น ตลาดสด จำหน่ายสินค้าเทศกาลกินเจ ราคาถูก ลดสูงสุด 65% คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม 2,250 ล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ 750 ล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;พาณิชย์จัดให้ ลดราคา เทศกาลกินเจ อิ่มบุญราคาประหยัด&rdquo; ณ ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมผู้บริหารตลาดยิ่งเจริญและภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ทั้งห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ห้างท้องถิ่น ตลาดกลาง และตลาดสดต่าง ๆ จัดงานเทศกาลกินเจ ตั้งแต่วันที่ 3-11 ต.ค.2567 โดยนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจมาจำหน่ายให้กับประชาชน เพื่อช่วยลดรายจ่าย และสามารถเข้าร่วมเทศกาลทำบุญในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป จะได้อิ่มบุญ อิ่มความรู้สึกที่ดี ๆ<br />
<br />
&ldquo;เทศกาลถือศีลกินเจปี 2567 ที่จะถึงนี้ ถือเป็นเทศกาลที่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเชื้อสายจีน ให้ความสนใจและถือปฏิบัติมาเป็นเวลานานทุกปี ผมอยากจะเห็นพี่น้องประชาชนเข้าร่วมเทศกาลกินเจ ได้มีโอกาสเข้าถึงสินค้าราคาถูก สามารถรับประทานผัก ผลไม้ ในราคาที่ถูก จึงนำสินค้าราคาถูก มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน และยังได้เจาะลึกไปยังแหล่งชุมชน แหล่งที่มีแรงงาน ผู้มีรายได้น้อยอยู่อาศัย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ตามนโยบายที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ตั้งใจดำเนินการให้พี่น้องประชาชน โดยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2,250 ล้านบาท และลดภาระค่าครองชีพ 750 ล้านบาท&ldquo;</p>

<p>สำหรับกิจกรรม &ldquo;พาณิชย์จัดให้ ลดราคา เทศกาลกินเจ อิ่มบุญราคาประหยัด&rdquo; เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายพันธมิตร 422 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิต ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ห้างท้องถิ่นตลาดสดและตลาดกลาง ทั่วประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 65% ลดราคาอาหารปรุงสำเร็จ เมนูทางเลือกราคาประหยัด 30-40 บาท โมบายธงฟ้า ลดสูงสุด 60% เปิดจุดจำหน่ายผักเพื่อเป็นทางเลือก 20 จังหวัด ผัก 5 ชนิด ได้แก่ คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว แตงกวา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า การดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ได้เน้นย้ำเรื่องสินค้าและบริการ ห้ามขาดและห้ามแพง ซึ่งจากการลงในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ได้ไปเห็นในจุดที่พี่น้องได้รับความเดือดร้อน มีเรื่องรถตักดิน ที่ตอนนี้ต้องใช้บริการเยอะ เนื่องจากดินโคลนที่ถล่มและน้ำพัดเข้ามา จึงได้สั่งการให้ควบคุมราคาค่าบริการดังกล่าว ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี และยังได้กำชับให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ดูแลใกล้ชิด ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเป็นอันขาด หลังกลุ่มเปราะบางได้รับเงิน 1 หมื่นบาทจากรัฐบาล รวมทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานกระทรวงพาณิชย์ เข้าไปดูแลและเร่งฟื้นฟูเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยด่วนด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241001000880d0c0ae8875eff6c2d25c0ae4ad160739.jpg' type='image/jpg' length='375916' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ราคาสินค้าปาล์มน้ำมัน เดือนตุลาคม 2567]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69563</link>
<guid isPermaLink="false">992d2bc4b7f970cedcfe09df6b18d595</guid>
<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20241104f1757758785815b944220ed66596b884164612.jpg' type='image/jpg' length='423726' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”กำชับหน่วนงานพาณิชย์ ดูแลประชาชน-ธุรกิจเจอน้ำท่วม เข้มตรวจสินค้าห้ามขาด แพง]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69310</link>
<guid isPermaLink="false">d9dc0c95e32698ce879c0496fe7a158d</guid>
<pubDate>Mon, 30 Sep 2024 12:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เชียงราย สั่งการหน่วยงานพาณิชย์ พิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม กำชับดูแลสินค้าเกษตร อย่าให้เกษตรกรโดนเอาเปรียบ ดูแลสินค้าที่จำเป็น ห้ามขาด ห้ามแพง พร้อมประสานห้าง ป้อนสินค้า จัดโปรโมชัน เล็งจัดธงฟ้า นำสินค้าราคาประหยัดขายทันทีหลังน้ำลด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ที่ จ.เชียงใหม่ ร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า จากการประชุมและจากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ ท่านนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งให้ดูแลในเรื่องสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ อย่าให้สินค้าขาดแคลน หรือมีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จนกระทบกับพี่น้องประชาชน<br />
<br />
สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในส่วนของสินค้าเกษตร ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในประสานผู้ผลิต ผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อผลผลิตในพื้นที่น้ำท่วมอย่างเร่งด่วน และดูแลเกษตรให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม ส่วนประชาชนและผู้ประกอบการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ผ่อนผันการส่งเอกสารทางบัญชี การส่งงบการเงิน และผ่อนผันการยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลที่ต้องยื่นตามที่กฎหมายกำหนด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้ประสานร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบที่อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขายสินค้าราคาพิเศษให้กับร้านค้าที่ประสบอุทักภัย ประสานสมาคมการค้าส่งปลีกไทย ร้านค้าต้นแบบในพื้นที่ และแม็คโคร ร่วมฟื้นฟูร้านค้าส่งปลีกที่ถูกน้ำท่วม ช่วยสร้างอาชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยด้วยการลดค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์</p>

<p>ส่วนการดูแลสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ และสินค้าซ่อมแซมบ้าน ได้ประสานห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง อาทิ โฮมโปร ไทวัสดุ ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ เมกาโฮม แม็คโคร บิ๊กซี โลตัส โกโฮลเซลล์ 7-Eleven ชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่งไทย บริษัท นิ่มซี่เส็ง จำกัด ป้อนสินค้าเข้าพื้นที่ ดูแลเรื่องการขนส่ง ซึ่งได้รับการยืนยันสินค้ามีเพียงพอ การขนส่งไม่มีปัญหา และพร้อมจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะของใช้จำเป็น รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมและทำความสะอาด ส่วนกระทรวงพาณิชย์ จะจัดงานธงฟ้าราคาประหยัด และจัดส่งโมบายธงฟ้าเข้าไปยังพื้นที่ห่างไกล หลังน้ำท่วมทันที เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด กำกับดูแลให้มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และเข้มงวดไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และหากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้วยความห่วงใยของนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานพลังกับภาคเอกชนกว่า 50 แห่ง จัดชุดอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทำความสะอาดบ้านเรือนจำนวน 2,000 ชุด อาทิ ไม้แปรงขัดพื้น ไม้รีดน้ำ น้ำยาล้างพื้น น้ำยาซักผ้า ผ้าห่ม ฟูกที่นอน เป็นต้น นำมามอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดเชียงรายด้วย &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202409306648459d679167cd1537696acc311007121159.jpg' type='image/jpg' length='296570' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เข้ม! เกาะติดรถตักโคลน ห้ามขึ้นราคา ซ้ำเติมประชาชน ย้ำพบผิด ดำเนินการเด็ดขาด]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69309</link>
<guid isPermaLink="false">9f59c33d86ddbeb5a1ad2f3882335385</guid>
<pubDate>Mon, 30 Sep 2024 12:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;สั่งการกรมการค้าภายใน เกาะติดค่าบริการรถตักดิน สั่งเข้มดูแลผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคา ห้ามฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่กำลังฟื้นฟูบ้านเรือน ย้ำหากพบการกระทำผิด ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือในหลายจังหวัด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล มีความห่วงใยในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัย จึงได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ และเร่งรัดการฟื้นฟูพื้นที่ ที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยและให้กําลังใจผู้ประสบภัยที่จังหวัดเชียงราย โดยจากการลงพื้นที่ ได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ที่น้ำลดและกำลังฟื้นฟูบ้านเรือนให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากโคลนที่น้ำพัดมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งพี่น้องประชาชนประสบปัญหาในการทำความสะอาด เนื่องจากหลังน้ำลด ได้เกิดโคลนหนาครอบคลุมทั้งในบ้านเรือน อาคารที่พัก ห้างร้าน ถนน ที่อยู่ในจุดที่ถูกน้ำท่วม ดังนั้น ประชาชนจึงได้ใช้บริการรถตักดินในการนำดินออก แต่พบว่ามีบางแห่งที่ค่าบริการปรับขึ้นสูงกว่าปกติ</p>

<p>&quot;ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเข้มงวดในการตรวจสอบการคิดค่าบริการรถตักดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาค่าบริการรถตักดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ไม่ซ้ำเติมกันในภาวะวิกฤต&quot;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้กำชับกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด กำกับดูแลให้มีการปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการ และเข้มงวด ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นค่าบริการรถตักดินอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชน หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด โดยกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าและบริการที่ไม่เป็นเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202409306648459d679167cd1537696acc311007120708.jpg' type='image/jpg' length='340925' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิด 10 นโยบายเร่งด่วน ‘พิชัย นริพทะพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพาณิชย์ ‘เศรษฐกิจไทยโตต่ำ กินบุญเก่ามานาน ถึงเวลาปรับโครงสร้างส่งออกให้ทันสมัย’]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67568</link>
<guid isPermaLink="false">53e356b6e14ec353144607193d7c0af7</guid>
<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 09:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รัฐมนตรีใหม่เริ่มการทำงานวันแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รวมถึงรัฐมนตรีใน &lsquo;กระทรวงเศรษฐกิจ&rsquo; ที่มีบทบาทภารกิจสำคัญต่อเศรษฐกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีใหม่เพียงคนเดียวในรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร</p>

<p>โดยพิชัยมาพร้อมกับ 10 นโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย โดยย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้อง &lsquo;ปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย&rsquo; เพราะเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำมานานเกือบ 10 ปี เพียงแค่ 1.9% ซึ่งที่ผ่านมาเรากินบุญเก่า ต้องหาธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งวันนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก เราต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีสงครามการค้า เป็นโอกาสของไทยที่จะได้ประโยชน์ เนื่องจากในมุมมองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนมองเห็นไทยเป็นมิตร เราจึงสามารถเป็นตัวกลางเชื่อมการลงทุนกลับมาที่ประเทศเราได้</p>

<p>วันนี้ (17 กันยายน) พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ &lsquo;ยุทธศาสตร์การค้าและการส่งออกของไทย&rsquo; ในงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2024 ว่า ขอบคุณ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ดูแลกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะพยายามทำให้ดีที่สุด</p>

<p>&ldquo;วันนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก เราต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก มีสิ่งที่ต้องระวังหลายเรื่อง เช่น การใช้ระบบ AI, สภาวะอากาศที่แรงสุดขั้ว, การแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายของโลก, Cyber Security, ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เป็นวงกว้างขึ้น, เรื่องโอกาสทางเศรษฐกิจที่รัฐต้องช่วยให้คนไม่จน ต้องให้คนมีโอกาสทางเศรษฐกิจ, เรื่องเงินเฟ้อ, เรื่องการบังคับโยกย้ายถิ่นฐาน, เรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ซึ่งปีนี้เศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี การเจริญเติบโตทั้งโลกเฉลี่ย 2% ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโตสวนเศรษฐกิจโลกให้ได้ และเรื่องมลภาวะ&rdquo; พิชัยกล่าว</p>

<p>โดยทิศทางและนโยบายของกระทรวงพาณิชย์จากนี้จะดำเนินการผ่านกรอบ 10 นโยบายสำคัญ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส มีดังนี้</p>

<ol>
	<li>นโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่จะลดรายจ่ายให้ประชาชน เพิ่มรายได้ และให้โอกาสกับประชาชนเพิ่มขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว</li>
	<li>การบริหารให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการ ให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ ถ้าคนรายได้ดีก็สามารถซื้อของแพงได้</li>
	<li>การทำงานเชิงรุกระหว่างพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์ เชื่อมโยงสินค้าของแต่ละจังหวัดไปยังต่างประเทศผ่านทูตพาณิชย์ เราจะดำเนินการอย่างไม่มีรอยต่อ นำสินค้าไทยไปขายในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว</li>
	<li>การแก้ข้อจำกัดของกฎหมายและปรับปรุงข้อกฎหมายที่ล้าสมัย รัฐบาลมุ่งหวังที่จะตัดปัญหาข้อกฎหมายให้ทำงานได้คล่องขึ้น เร่งแก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะการค้าออนไลน์ที่โตขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;</li>
	<li>ร่วมขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจฐานราก โดยที่ความสำเร็จนั้นรัฐบาลวัดจากที่ว่าเราช่วยคนลำบากได้ขนาดไหน ต้องมองคนข้างหลังแล้วเดินไปด้วยกัน คนระดับล่างต้องอยู่ได้และมีความเป็นอยู่ที่ดี&nbsp;</li>
</ol>

<ol start="6">
	<li>เร่งผลักดันการส่งออกให้ตัวเลขเป็นบวกขึ้น ปีนี้โชคดีที่ 7-8 เดือนแรกการส่งออกเติบโตถึง 3.8% แต่จะทำอย่างไรให้ขยายโตต่อไป สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. บอกว่า การส่งออกไทยยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อีก เดือนล่าสุด (กรกฎาคม 2567) การส่งออกไทยโตถึง 15.2% หวังว่าเราจะสามารถรักษาการเติบโตของการส่งออกต่อไปได้</li>
	<li>การเร่งเจรจา FTA เป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเร่งเดินหน้า FTA ปีนี้ไทย-เอฟตา (EFTA) น่าจะสำเร็จ ซึ่งเอฟตาประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ,นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ และจะเร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ให้สำเร็จ พร้อมผลักดันใช้ประโยชน์ FTA อย่างเต็มที่</li>
	<li>พานักธุรกิจไทยไปบุกต่างประเทศ ซึ่งภาครัฐกับเอกชนต้องร่วมมือกัน&nbsp;</li>
	<li>ปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย ที่ผ่านมาเรากินบุญเก่า ต้องหาธุรกิจใหม่ๆ อาทิ เรื่อง PCB (แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์) ต้องเร่งให้เกิดมากขึ้น ปีที่แล้วมีการลงทุนแล้วกว่า 1.5 แสนล้านบาท&nbsp;</li>
</ol>

<p>โดยวันที่ 25-29 กันยายนนี้ จะมี International Live Commerce Expo 2024 พาอินฟลูเอ็นเซอร์จากจีนมาไลฟ์ขายสินค้าไทย และเรื่องการค้ากับจีนจะร่วมมือกัน การขายสินค้าต้องมีมาตรฐาน, มี มอก. และ อย. เราต้องทำดีกับทุกประเทศ ให้มีการลงทุนจากจีนและสหรัฐอเมริกามาไทยเยอะๆ รวมทั้งกับอินเดีย ก็เป็นโอกาสการค้าและการลงทุน</p>

<ol start="10">
	<li>ต้องส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก เพราะปัญหาโลกร้อนจะเพิ่มขึ้น โดยเร็วๆ นี้ประเทศไทยกำลังจะเทรดคาร์บอนเครดิต&nbsp;</li>
</ol>

<p>&ldquo;ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์อยากทำและอยากเห็น กรอบคิดของเราคือซัพพอร์ต ทำอย่างไรให้พวกท่านรวยขึ้น นำเงินเข้ามาในประเทศเยอะๆ พัฒนาประเทศเยอะๆ จ่ายภาษีเยอะๆ เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ ด้วยเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำมานานเกือบ 10 ปีเพียงแค่ 1.9% อย่างไรก็ตาม ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีสงครามการค้า เป็นโอกาสของไทยที่จะได้ประโยชน์ เนื่องจากในมุมมองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนมองเห็นไทยเป็นมิตร เราจึงสามารถเป็นตัวกลางเชื่อมการลงทุนกลับมาที่ประเทศเราได้&rdquo; พิชัยกล่าว</p>

<p>ด้าน อธิป พีชานนท์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสมาคมการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน เพราะจะเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐหลักที่มีภารกิจโดยตรงในการพัฒนาศักยภาพสมาคมการค้า ก็จะได้รับทราบแนวคิดของภาคเอกชน เพื่อนำไปพิจารณาให้ตรงจุดกับภาคธุรกิจ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240918000880d0c0ae8875eff6c2d25c0ae4ad090449.jpg' type='image/jpg' length='73091' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”สั่งดูแลสินค้าพื้นที่น้ำท่วม ห้ามขาด ห้ามแพง ประสานห้างจัดโปรแรง หลังน้ำลด]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67171</link>
<guid isPermaLink="false">c51e3f813c57d06e476cfa36420c271b</guid>
<pubDate>Mon, 16 Sep 2024 10:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; รับลูกนายกรัฐมนตรี สั่งพาณิชย์ตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ประสานผู้ประกอบการ หน่วยงานในพื้นที่ จัดส่งถุงยังชีพ พร้อมคุมเข้มดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ห้ามขาด ห้ามแพง ป้องกันการกักตุน ฉวยโอกาส และประสานห้างสต๊อกสินค้าให้เพียงพอ และจัดโปรโมชันลดราคาหลังน้ำลด รวมถึงเปิดจุดจำหน่ายสินค้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดค่าครองชีพ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนถึงนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน และพาณิชย์จังหวัดที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ตามมาตรการดูแลพี่น้องประชาชนของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงพาณิชย์จะจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม และประสานผู้ประกอบการและหน่วยงานในพื้นที่ ๆ ประสบภัยจัดถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัย และยังได้กำชับให้ดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาทิ อาหาร น้ำดื่ม วัสดุก่อสร้าง ให้มีจำหน่ายอย่างเพียงพอ ไม่ให้ของขาด และไม่ให้มีการกักตุนสินค้า ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าหรือขายสูงเกินสมควรในช่วงวิกฤติที่จะเป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมประสานห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและของใช้ที่จำเป็น ให้สต๊อกสินค้าอย่างเพียงพอ และประสานให้ผู้ปรับลดราคาสินค้าที่จำเป็นภายหลังน้ำลด เช่น อุปกรณ์ซ่อมแซมและทำความสะอาด เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยลดภาระให้กับประชาชน และให้กรมการค้าภายในเปิดจุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดค่าครองชีพ</p>

<p>ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน และพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ ๆ เกิดอุทกภัย ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดูแลให้สินค้าที่จำเป็น มีปริมาณเพียงพอ อย่าให้ขาดแคลน ดูแลอย่าให้มีการกักตุน เอารัดเอาเปรียบ และฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยภาครัฐ และเอกชน ที่มาช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพาณิชย์ พร้อมอยู่เคียงข้างช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากครั้งนี้ในเร็ววัน&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 แอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หากประชาชนมีปัญหาด้านการซื้อขายสินค้า หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ประกอบการ สามารถร้องเรียนได้ทันที โดยจะมีเจ้าหน้าที่เร่งเข้าไปตรวจสอบ เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240916720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827102541.jpg' type='image/jpg' length='132459' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยสินค้าสัปดาห์นี้ พืชเกษตรหลักราคาดี เนื้อสัตว์ทรงตัว ผักมีขึ้นลง ผลไม้พุ่งต่อ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67168</link>
<guid isPermaLink="false">511917d7de1aa816c8b76c91cad35db2</guid>
<pubDate>Mon, 16 Sep 2024 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าประจำสัปดาห์ พืชเกษตรหลัก ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ราคาดี โรงสียังเปิดรับซื้อเต็มที่ กลุ่มเนื้อสัตว์ หมู ไก่ ไข่ไก่ ทรงตัว ผักสดมีทั้งลงและขึ้น จากพื้นที่เพาะปลูกบางแห่งเจอน้ำท่วม ส่วนผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ผลไม้ภาคเหนือ สับปะรด ส้มโอ ลำไย ลองกอง ราคาดีต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรสัปดาห์นี้ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน และพืชเกษตรหลักส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ในส่วนตลาดข้าวไทย จากข้อมูลการส่งออกข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศ เดือนม.ค.-ก.ค.2567 ส่งออก 5.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21% และคาดว่าในปีนี้การส่งออกข้าวไทยจะส่งออกมากกว่า 8 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน จึงเชื่อว่าตลาดข้าวของไทยยังคงมีทิศทางที่ดี ทำให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวหอมมะลิ 16,450 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 16,150 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุมธานี 15,550 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 11,050 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวเมล็ดยาว 13,500 บาทต่อตัน และสมาคมโรงสียืนยันทุกโรงสียังคงแข่งขันและรับซื้ออย่างต่อเนื่อง ส่วนมันสำปะหลัง ราคา 2.90 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้น 14.5%) ราคา 10.68 บาทต่อกก. ปาล์มน้ำมันราคา 6.60 บาทต่อกก. ซึ่งสินค้าหลักทุกรายการยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมจะติดตามสถานการณ์การรับซื้อสินค้าเกษตรพืชหลักทุกชนิด โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม หากจำเป็น จะประสานผู้ประกอบการเข้าไปเปิดจุดรับซื้อในพื้นที่ต่อไป<br />
<br />
สำหรับกลุ่มเนื้อสัตว์ ราคาทรงตัว อาทิ หมูเนื้อแดง เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 136.38 บาท ไก่เนื้อน่องติดสะโพก เฉลี่ยกก.ละ 82.50 บาท เนื้อน่อง เฉลี่ยกก.ละ 83.81 บาท เนื้อสะโพกเฉลี่ย กก.ละ 85.69 บาท และเนื้ออกเฉลี่ยกก.ละ 84.75 บาท ส่วนไข่ไก่เบอร์ 3 เฉลี่ยฟองละ 4.23 บาท ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา และสัตว์น้ำ ราคาทรงตัว โดยปลานิล กก.ละ 73.50 บาท ปลาทับทิม 106 บาท ปลาดุก 76.30 บาท กุ้งขาว (70 ตัว/กก.) กก.ละ 186 บาท</p>

<p>ส่วนผักสด สถานการณ์ฝนตกทำให้ผักในแหล่งผลิตบางพื้นที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อย ส่งผลให้ผักบางชนิดอาจจะมีปริมาณลดลงในช่วงสั้น ๆ แต่จากการติดตาม พบว่า ปริมาณยังคงมีเพียงพอ โดยภาพรวมผักหลายชนิดปรับราคาลดลง ได้แก่ ผักคะน้า กก.ละ 37.80 ถั่วฝักยาว กก.ละ 41 บาท กะหล่ำปลี กก.ละ 32.80 บาท กวางตุ้ง กก.ละ 29.80 บาท ผักบุ้งจีน กก.ละ 32.80 บาท มะนาว (เบอร์ 1-2) อยู่ที่ 3.65 บาท ส่วนผักที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ได้แก่ ผักกาดขาว กก.ละ 39 บาท ต้นหอม กก.ละ 124.50 บาท ผักชี กก.ละ 129 บาท พริกขี้หนูจินดา 80.20 บาท ซึ่งกรม จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในกรณีที่จำเป็น ปริมาณผักสดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วม จะเปิดจุดจำหน่าย และจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผักเข้าห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่และห้างท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้วในพื้นที่ 10 จังหวัด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านผลไม้ ราคาตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยผลไม้ภาคตะวันออก ทุเรียน มังคุด เงาะโรงเรียน และลองกอง ออกสู่ตลาดหมดแล้ว ผลไม้ภาคใต้ ที่กำลังออกสู่ตลาด โดยทุเรียน ออกแล้ว 87% ราคาเกรดส่งออกหรือเกรด AB กก.ละ 140 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 120 บาท เกรดส่งออกรองหรือเกรด C กก.ละ 105 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 105 บาท และเกรด D กก.ละ 97.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 96 บาท มังคุดใต้ ออกแล้ว 81% โดยเกรดส่งออก กก.ละ 54.80 บาท จากราคาปี 65 ที่เฉลี่ย กก.ละ 37 บาท เกรดรอง กก.ละ 38.75 บาท จากราคา<br />
ปี 65 ที่เฉลี่ย กก.ละ 30 บาท เกรดคละ กก.ละ 42.50 บาท จากราคาปี 65 ที่เฉลี่ย กก.ละ 25 บาท เกรดตกเกรด กก.ละ 25.03 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 12 บาท เงาะออกแล้ว 89% โดยเงาะโรงเรียนเกรดในประเทศ กก.ละ 30 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 29 บาท เงาะสีทองเกรดในประเทศ กก.ละ 25 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 24 บาท ส่วนลองกองออกแล้ว 26% ลองกองเบอร์ 1 กก.ละ 47.50 บาท เบอร์ 2 กก.ละ 30 บาท และ เบอร์ 3 กก.ละ 20 บาท ซึ่งถือว่าราคาเฉลี่ยดีกว่าปีก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่ผลไม้ภาคเหนือกำลังออกสู่ตลาด โดยสับปะรดภูแลออกแล้ว 87% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 12.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 8.98 บาท ส้มโอทองดี ออกแล้ว 69% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 15.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 13.75 บาท ลำไย ออกแล้ว 98% ลำไยเกรดช่อส่งออกAA กก.ละ 42.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 32.50 บาท เกรดช่อส่งออกA กก.ละ 38 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 27.50 บาท เกรดรูดร่วง AA กก.ละ 33.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 23.50 บาท เกรดรูดร่วง A กก.ละ 18.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 15.50 บาท และเกรดรูดร่วง B กก.ละ 12.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 7.50 บาท ส่วนลองกองเริ่มออกบ้างแล้วเล็กน้อย ลองกองเบอร์ 1 กก.ละ 42.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 38.50 บาท และ เบอร์ 3 กก.ละ 22.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 17.50 บาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240916720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827102215.jpg' type='image/jpg' length='276042' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ใช้สิทธิ์ FTA ส่งออก 6 เดือน 4 หมื่นล้านเหรียญ อาเซียนนำโด่ง สตาร์ชทำจากมันพุ่งแรง]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67167</link>
<guid isPermaLink="false">7a8cbd01271b5b2db0cdfa4e8cbe37fe</guid>
<pubDate>Mon, 16 Sep 2024 10:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าส่งออกภายใต้ FTA ช่วง 6 เดือน ปี 67 มีมูลค่า 40,281.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 82.10% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-อินเดีย ส่วนสินค้าใช้สิทธิ์สูงสุด ทุเรียนสด ไก่แปรรูป สตาร์ชทำจากมัน ยานยนต์ ยางสังเคราะห์ เครื่องปรับอากาศ จับตาสตาร์ชทำจากมันพุ่งแรง หลังหลายตลาดต้องการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 6 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ภายใต้ความตกลง FTA รวม 40,281.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 82.10% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ โดยเป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 14,814.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 75.34% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ภายใต้ ATIGA รองลงมา คือ อาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 11,713.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 91.32% ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,321.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 62.15% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 2,923.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 73.21% และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 2,572.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 60.80%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ในการส่งออกช่วง 6 เดือน ของปี 2567 ในส่วนของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เช่น ทุเรียนสด เนื้อไก่แปรรูป และสตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง มูลค่าการใช้สิทธิ์อยู่ที่ 12,758.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 31.67% ของมูลค่าการส่งออกภายใต้ความตกลง FTA ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์ขนส่ง (เครื่องดีเซลหรือกึ่งดีเซล) ยางสังเคราะห์และแฟกติชที่ได้จากน้ำมัน และเครื่องปรับอากาศ มูลค่า 27,522.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 68.33% ของมูลค่าการส่งออกภายใต้ความตกลง FTA ทั้งหมด</p>

<p>ทั้งนี้ สินค้าเกษตรที่น่าสนใจที่มีอัตราการใช้สิทธิ์ และการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก คือ สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง มูลค่า 666.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 51.69% เพราะตลาดต่างประเทศต้องการมาก เพื่อนำไปในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม สารเพิ่มความหวาน สิ่งทอ กระดาษ กาว ไม้อัด รวมถึงการผลิตยารักษาโรค โดยใช้สิทธิ์ส่งออกภายใต้อาเซียน-จีน 454.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียน 205.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียน-เกาหลี 4.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 1.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทย-ออสเตรเลีย 1.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทย-ชิลี 0.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทย-ญี่ปุ่น 0.05ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะเดินหน้าจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA โดยเฉพาะการอบรมเชิงปฏิบัติการในการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบการให้บริการด้วยนวัตกรรมดิจิทัลของกรมก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยได้ติดอาวุธสำหรับการแข่งขันด้วยการสร้างแต้มต่อทางการค้า ผ่านการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240916720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827102037.jpg' type='image/jpg' length='148731' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”รายงานสถานการณ์สินค้า พืชเกษตรหลักขึ้น เนื้อสัตว์ทรงตัว ผักลด ผลไม้พุ่งต่อ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/65910</link>
<guid isPermaLink="false">bdc1f4db8272780c667c4fc81bb2a6e3</guid>
<pubDate>Fri, 06 Sep 2024 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าประจำสัปดาห์ เผยพืชเกษตรหลัก ข้าว มัน ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ราคาปรับตัวสูงขึ้น กลุ่มเนื้อสัตว์ หมู ไก่ ทรงตัว ไข่ไก่ทรงตัว ผักสดปรับลดลง ส่วนผลไม้ภาคใต้ ราคาดีต่อเนื่อง ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ผลไม้ภาคเหนือ ดีทั้งสับปะรด ส้มโอ ลำไย ลองกอง&nbsp;</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรสัปดาห์นี้ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ในส่วนของพืชเกษตรหลักส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวหอมมะลิราคา 16,350 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ราคา 16,050 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุมธานี 15,400 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 11,300 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวเมล็ดยาว 13,650 บาทต่อตัน มันสำปะหลัง ราคา 2.95 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้น 14.5%) ราคาอยู่ที่ 10.95 บาทต่อกก. ปาล์มน้ำมันราคาอยู่ที่ 6.55 บาทต่อกก. ส่งผลดีกับเกษตรกรที่จะมีรายได้สูงขึ้น<br />
<br />
สำหรับกลุ่มเนื้อสัตว์ ราคาทรงตัว อาทิ หมูเนื้อแดง เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 136.81 บาท ไก่เนื้อน่องติดสะโพก เฉลี่ยกก.ละ 84.38 บาท เนื้อน่อง เฉลี่ยกก.ละ 83.31 บาท เนื้อสะโพกเฉลี่ย กก.ละ 88.19 บาท และเนื้ออกเฉลี่ยกก.ละ 83.13 บาท ส่วนไข่ไก่เบอร์ 3 เฉลี่ยฟองละ 4.23 บาท ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา และสัตว์น้ำ ราคาทรงตัว โดยปลานิล กก.ละ 73.50 บาท ปลาทับทิม 107 บาท ปลาดุก 76.30 บาท กุ้งขาว (70 ตัว/กก.) กก.ละ 187 บาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240906720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827161053.jpg' type='image/jpg' length='306534' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”สั่งดูแลสินค้าจำเป็นพื้นที่น้ำท่วม ดึงห้างลดราคา จัดธงฟ้าขายของถูก]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/63948</link>
<guid isPermaLink="false">5bcda6938456286db580223e60fdae70</guid>
<pubDate>Mon, 26 Aug 2024 15:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;สั่งการด่วน ดูแลสินค้าที่จำเป็นในพื้นที่น้ำท่วม อย่าให้ประชาชนได้รับผลกระทบ พร้อมให้พาณิชย์จัดธงฟ้าราคาประหยัด ประสานห้าง ลดราคาวัสดุก่อสร้าง สินค้าทำความสะอาด ดูแลค่าครองชีพหลังน้ำลด</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ที่วัดอัมพวัน(ม่วงใต้) ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ว่า ได้สั่งการให้นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ และให้เข้าไปดูแลในเรื่องราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดและเกาะติด อย่าให้มีผลกระทบต่อประชาชน<br />
<br />
โดยในด้านการดูแลสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ และสินค้าซ่อมแซมบ้าน ได้รับรายงานว่ากรมการค้าภายใน ได้ประชุมหารือกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง อาทิ โฮมโปร ไทวัสดุ ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ เมกาโฮม แม็คโคร บิ๊กซี โลตัส โกโฮลเซลล์ 7-Eleven ชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่งไทย บริษัท นิ่มซี่เส็ง จำกัด และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อป้อนสินค้าเข้าพื้นที่ ดูแลเรื่องการขนส่ง ซึ่งได้รับการยืนยันสินค้ามีเพียงพอ การขนส่งไม่มีปัญหา และพร้อมจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วย โดยเฉพาะของใช้จำเป็น รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมและทำความสะอาด</p>

<p>ทั้งนี้ ยังได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด กำกับดูแลให้มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และเข้มงวดไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และหากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม หลังน้ำลด กระทรวงพาณิชย์ จะเข้าไปดูแลและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน ประสานร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จัดสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด นำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทำความสะอาด สินค้าซ่อมแซมบ้าน ไปจัดจำหน่ายราคาพิเศษ เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยด่วนด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240826720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827151747.jpg' type='image/jpg' length='1028282' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจพื้นที่น้ำท่วม เข้มฉวยโอกาส ผนึกห้างป้อนสินค้า จัดโปรช่วยประชาชน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/63924</link>
<guid isPermaLink="false">f353e09f34fae279cdbe6679bafd207d</guid>
<pubDate>Mon, 26 Aug 2024 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายใน ส่งทีมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์สินค้าในพื้นที่น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา พร้อมประสานห้าง ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง จัดสินค้าให้เพียงพอ และช่วยจัดโปรโมชันลดราคา เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วย ย้ำหากพบการเอารัดเอาเปรียบ เล่นงานตามกฎหมายเด็ดขาด</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีเกิดสถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือในขณะนี้ ส่งผลให้บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่การเกษตรของประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ว่า กรมได้ดำเนินการตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด จึงได้ลงพื้นที่ และทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์ และกำกับดูแลสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของประชาชนให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ และห้ามมีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยเด็ดขาด<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้ประชุมร่วมกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง สมาคมขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออก สมาคมรถบรรทุก ที่เป็นภาคีเครือข่าย ได้แก่ห้างโฮมโปร ห้างไทวัสดุ ห้างดูโฮม ห้างโกลบอลเฮ้าส์ ห้างเมกาโฮม ห้างแม็คโคร ห้างบิ๊กซี ห้างโลตัส ห้างโกโฮลเซลล์ ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่งไทย บริษัท นิ่มซี่เส็ง จำกัด และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยได้รับแจ้งว่า สาขาในพื้นที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ตามปกติ และมีแผนการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ เช่น เตรียมกระสอบทราย พร้อมกับยืนยันว่า สต๊อกสินค้ามีเพียงพอ ไม่มีการปรับขึ้นราคา พร้อมจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือประชาชน</p>

<p>สำหรับการขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการขนส่งทางภาคเหนือ ยืนยันว่ายังไม่ได้รับผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า แต่อาจมีน้ำท่วมในเส้นทางสายรองบ้าง แต่ยังสามารถขนส่งสินค้าได้ตามปกติ พร้อมเตรียมแผนเส้นทางสำรองและรูปแบบในการขนส่งไว้รองรับแล้ว หากมีปัญหา<br />
<br />
&ldquo;ได้กำชับทุกห้างร้าน หากมีปัญหาในการจัดส่งให้แจ้งกรม เพื่อจะได้ประสานต่อหน่วยราชการในพื้นที่หรือ กอ.รมน. เข้าช่วยเหลือแก้ปัญหาการขนส่ง รวมทั้งไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า และจัดเตรียมสินค้าไว้ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาดแคลน โดยเฉพาะของใช้จำเป็น รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมและทำความสะอาด เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบภัยด้วย ทั้งนี้ หลังน้ำลดจะได้ให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจัดสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยด่วนต่อไป&rdquo;<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด กำกับดูแลให้มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และเข้มงวดไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด กรมจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบให้ความเป็นธรรมในทุกกรณี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240826720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827133743.jpg' type='image/jpg' length='594013' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”รายงานสถานการณ์สินค้า เกษตรขึ้น เนื้อสัตว์ทรงตัว ผักสดลด ผลไม้ดีต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/63798</link>
<guid isPermaLink="false">224419a2da08846ab3ff9a2bd964d7b7</guid>
<pubDate>Fri, 23 Aug 2024 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าประจำสัปดาห์ เผยราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งข้าว มัน ข้าวโพด ปาล์ม กลุ่มเนื้อสัตว์ทรงตัว ผักสดส่วนใหญ่ลดลง ผลไม้ราคาดีต่อเนื่อง</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรสัปดาห์นี้ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ในส่วนของพืชหลักส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลดีกับเกษตรกร โดยข้าวหอมมะลิราคา 15,900 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ราคา 15,650 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุมธานี 15,300 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 11,300 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวเมล็ดยาว 13,900 บาทต่อตัน และมันสำปะหลัง ราคา 2.95 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้น 14.5%) ราคาอยู่ที่ 11.43 บาทต่อกก. ปาล์มน้ำมันราคาอยู่ที่ 6.35 บาทต่อกก.<br />
<br />
สำหรับกลุ่มเนื้อสัตว์ราคาทรงตัว อาทิ หมูเนื้อแดงสัปดาห์นี้ เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 137.44 บาท ไก่เนื้อน่องติดสะโพก เฉลี่ยกก.ละ 84.13 บาท เนื้อน่อง เฉลี่ยกก.ละ 84.63 บาท เนื้อสะโพกเฉลี่ย กก.ละ 88.56 บาท และเนื้ออกเฉลี่ยกก.ละ 85.31 บาท ส่วนไข่ไก่เบอร์ 3 เฉลี่ยฟองละ 4.23 บาท ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนสัตว์น้ำ ราคาทรงตัว โดยปลานิล กก.ละ 73.50 บาท ปลาทับทิม 107 บาท ปลาดุก 76.30 บาท กุ้งขาว (70 ตัว/กก.) กก.ละ 187 บาท</p>

<p>ส่วนผักสด ส่วนใหญ่ราคาปรับตัวลดลง โดยถั่วฝักยาว กก.ละ 43.50 บาท กะหล่ำปลี กก.ละ 35.10 บาท กวางตุ้ง กก.ละ 34.30 บาท ผักกาดขาว กก.ละ 40.50 บาท ผักบุ้งจีน กก.ละ 35.50 บาท ต้นหอม กก.ละ 106.50 บาท ผักชี กก.ละ 120 บาท พริกขี้หนูจินดา 78.20 บาท โดยผักที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสภาพอากาศมีฝนตกชุกในแหล่งผลิต ได้แก่ ผักคะน้า กก.ละ 42.60 บาท มะนาว (เบอร์ 1-2) อยู่ที่ 3.75 บาท<br />
<br />
ทางด้านผลไม้ ราคาตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยผลไม้ภาคตะวันออก ทุเรียน มังคุด เงาะโรงเรียน และลองกอง ออกสู่ตลาดหมดแล้ว ผลไม้ภาคใต้ ขณะนี้กำลังออกสู่ตลาด โดยทุเรียนภาคใต้ ออกแล้ว 70% ทุเรียนเกรดส่งออกหรือเกรด AB กก.ละ 147.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 120 บาท เกรดส่งออกรองหรือเกรด C กก.ละ 107.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 105 บาท และเกรด D กก.ละ 98 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 96 บาท มังคุดใต้ ออกแล้ว 45% โดยเกรดส่งออก กก.ละ 61.10 บาท เกรดรอง กก.ละ 30 บาท เกรดคละ กก.ละ 25 บาท เกรดตกเกรด กก.ละ 22 บาท ซึ่งถือว่าราคาเฉลี่ยดีกว่าปีก่อนหน้า<br />
<br />
ผลไม้ภาคเหนือ ที่กำลังออกสู่ตลาด โดยสับปะรดภูแล ออกแล้ว 83% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 12.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย 8.98 ลำไย ออกแล้ว 78% ลำไยเกรดช่อส่งออกAA กก.ละ 39 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย 32.50 บาท เกรดช่อส่งออกA กก.ละ 34.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย 27.50 บาท เกรดรูดร่วงAA กก.ละ 35 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย 23.50 บาท เกรดรูดร่วงA กก.ละ 19 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย 15.50 บาท และเกรดรูดร่วงB กก.ละ 12.75 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย 7.50 บาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240823720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827161308.jpg' type='image/jpg' length='503945' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” สั่งลุยขับเคลื่อน Soft Power สร้างรายได้เข้าประเทศ หนุนเศรษฐกิจไทย]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/63599</link>
<guid isPermaLink="false">fafc81c333a9559178c738f1beffd1f8</guid>
<pubDate>Thu, 22 Aug 2024 15:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งลุยขับเคลื่อน Soft Power สร้างรายได้เข้าประเทศ หนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง พร้อมโชว์ผลสำเร็จการผลักดัน Soft Power ใช้ร้านอาหาร Thai SELECT เป็นโชว์รูมจัดแสดงสินค้าอาหาร ดนตรี แฟชัน ของไทย ใช้ซีรีส์วาย ซีรีส์ยูริ เปิดตัวสินค้าไทยสู่สายตาชาวโลก และเตรียมดึงอินฟลูเอนเซอร์จีน ไลฟ์สดขายสินค้า Soft Power ไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเปิดงาน &ldquo;เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทยด้วย Soft Power&rdquo; ในช่วงการจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ครบรอบปีที่ 104 ว่า รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุน Soft Power ให้เป็นกลไกหลักในการช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะปัจจุบัน การค้าไม่ใช่แค่การส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความคิดสร้างสรรค์ ความนิยมในอัตลักษณ์ความเป็นไทย และภูมิปัญญา ที่สามารถใช้ในการสร้างรายได้เข้าประเทศได้ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ทำการขับเคลื่อน Soft Power อย่างต่อเนื่อง ให้เป็นอีกแรงหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีขีดความสามารถในด้านอาหาร และมีร้านอาหาร Thai SELECT เปิดอยู่ทั่วโลก จำนวน 1,600 สาขา ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้บริโภครู้จักข้าวหอมมะลิไทย อาหารไทย ผลไม้ไทย ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่มีความโดดเด่น และประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อน และที่ผ่านมา ได้มอบนโยบายให้ใช้ร้านอาหาร Thai SELECT เป็นโชว์รูม เพื่อจัดแสดง Soft Power ของไทย ทั้งอาหาร ดนตรี แฟชัน ซึ่งล่าสุดได้มีการนำร่องไปแล้วหลายแห่ง คาดว่าจะช่วยส่งเสริม Soft Power ของไทยให้เป็นที่รู้จักได้เพิ่มขึ้นอีก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;Soft Power เป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เป็นสิ่งที่แสดงตัวตน แสดงวัฒนธรรมของประเทศ ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทย และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ มีการขับเคลื่อน Soft Power ไม่ใช่แค่อาหารไทย ร้านอาหารไทย แต่ยังมีภาพยนตร์ เกม การท่องเที่ยวคุณภาพสูง หนังสือ แฟชัน และงานออกแบบ ที่สามารถเปิดตัวออกสู่ตลาดต่างประเทศ และทุกวันนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็มีการขับเคลื่อนอยู่ตลอด จนเป็นที่รู้จัก และสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;</p>

<p>นายภูมิธรรมกล่าวว่า ในการขับเคลื่อน Soft Power กระทรวงพาณิชย์มีหลายแนวทางที่จะดำเนินการ โดยจะเน้นใช้กลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาช่วยผลักดัน โดยสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น การดึงผู้ผลิตซีรีส์วาย ซีรีส์ยูริ ให้ใช้สินค้า Soft Power ของไทย เข้าไปอยู่ในซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า ของใช้ของตกแต่งบ้าน และกำลังจะดึงอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงของจีน มาไลฟ์สดขายสินค้าไทย ซึ่งในนั้นมี Soft Power ทั้งอาหาร ผลไม้ แฟชัน โดยจะดำเนินการในวันที่ 25 ก.ย.2567 ที่จะถึงนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุล ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ต่อไป โดยมีแผนที่จะดูแลสินค้าเกษตร ทั้งพืชหลัก พืชรอง ดูแลผู้ประกอบการให้อยู่ได้ และดูแลผู้บริโภค ให้มีค่าครองชีพที่ถูกลง มีรายได้ที่สูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจัดงาน &ldquo;เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทยด้วย Soft Power&rdquo; ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโชว์รูมต้นแบบ ที่นำสินค้า Soft Power ไปจัดแสดงในร้านอาหาร Thai SELECT และนำสินค้าที่เป็น Soft Power มาจัดแสดง ทั้งสินค้าอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ต่าง ๆ และมีการจัดแสดงแฟชันโชว์เดินแบบของเหล่านางแบบ ที่มาในธีม &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; กิจกรรม Chef Show โดยเชฟชื่อดัง อย่างเชฟอาร์ และเชฟแบงค์ โดยใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้า GI ของจังหวัดต่าง ๆ มารังสรรค์เมนูให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลอง กิจกรรม Mini Concert จาก เก่ง ธชย และ พลพล พลกองเส็ง และ Influencer ภายในงาน ได้แก่ คุณเจนนี่ ปาหนัน ที่จะนำทุกท่านเยี่ยมชมงานและกิจกรรมต่าง ๆ บนเวที</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240822720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827152209.jpg' type='image/jpg' length='220259' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” ชี้โลกเปลี่ยน อีคอมเมิร์ซมาแรง แนะ SME เรียนรู้ ปรับตัว ใช้ประโยชน์]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/63598</link>
<guid isPermaLink="false">fac7b8f9d0331a7a72752cdedbe948e6</guid>
<pubDate>Thu, 22 Aug 2024 15:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ชี้โลกเปลี่ยน การค้าอีคอมเมิร์ซมาแรง แนะผู้ประกอบการ SME ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และใช้ประโยชน์ หากไม่หมุนตามโลก โอกาสรอดยาก แต่ถ้าตามทัน โอกาสก็มากตามไปด้วย เผยปี 66 มูลค่าการค้าจะสูงถึง 5.9 ล้านล้านบาท คาดยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ยันพาณิชย์พร้อมเข้าช่วย ทั้งฝึกอบรม พัฒนา หาตลาด ส่วนแพลตฟอร์มยักษ์ TEMU ได้จัดทำมาตรการรับมือแล้ว</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานเปิดงานมหกรรม Thailand E-commerce Expo 2024 ณ ทรูไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก การค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการค้าโลก ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) จะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว และใช้ประโยชน์จากอีคอมเมิร์ซ เพราะถ้าโลกเปลี่ยน เราไม่เปลี่ยนตามโลก โอกาสที่จะอยู่รอดก็ยาก แต่ถ้ารู้จักปรับตัว ปรับเปลี่ยนตามโลก ก็จะช่วยสร้างการเติบโตได้มาก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ทุกวันนี้ การค้าอีคอมเมิร์ซ การค้าออนไลน์ เป็นมิติใหม่ทางการค้า เราเห็น เรารู้ด้วยตัวเอง คนรุ่นใหม่รู้จัก ผูกพันกับเรื่องพวกนี้มาโดยตลอด และกำลังเติบโต บวกกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ยิ่งทำให้โลกเปลี่ยนเร็ว คนต้องเอาตัวรอดในสถานการณ์ตอนนั้น และขยายตัวต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ ผู้ประกอบการ SME ต้องเรียนรู้ ต้องรู้จักใช้ประโยชน์ในการเปิดช่องทางขายสินค้า ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องมีพื้นที่จัดแสดงสินค้า ก็สามารถขายสินค้าได้ จะเห็นได้ว่าโลกกำลังเปลี่ยน เราห้ามโลกเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราปรับตัวได้ ถ้าเราไม่ปรับตัว อยู่เฉย ๆ สุดท้ายก็จะหายไป&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2566 มูลค่าการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ มีมูลค่าประมาณ 5.9 ล้านล้านบาท และคาดว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ก็จะยิ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการ SME จะต้องเข้ามาใช้ประโยชน์ และเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ทั้งในด้านการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ มีการอบรมเพิ่มพูนความรู้ แนะนำเทคนิค ตลอดจนการช่วยทำตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p>

<p>สำหรับแผนที่จะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการ SME ให้เข้าสู่ระบบการค้าอีคอมเมิร์ซ มีหลายมิติมาก และเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดแนวใหม่ อาทิ การผลักดันให้ผู้ประกอบการชุมชนขายสินค้าออนไลน์ โดยใช้เถาเป่า โมเดล ที่จะเข้าไปช่วยเหลือพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ให้สามารถขายออนไลน์ได้ การเชื่อมโยงนำสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไปขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของประเทศต่าง ๆ โดยทำแล้วกับจีน สหรัฐฯ อินเดีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มีแผนที่จะนำอินฟลูเอนเซอร์จีน มาไลฟ์สดขายสินค้าไทย กำหนดไว้วันที่ 25 ก.ย.2567 และผลักดันสินค้าของผู้ประกอบการ SME ไปอยู่ในซีรีส์วาย ซีรีส์ยูริ เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายภูมิธรรมกล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ให้ต่อสู้กับสินค้าจากต่างประเทศ ที่เข้ามาทำตลาดในไทยผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างล่าสุดแพลตฟอร์ม TEMU ที่เปิดขายสินค้า และผู้ประกอบการ SME ได้ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์ได้มีการเข้าไปดูแลในเรื่องนี้แล้ว โดยได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) , กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อพิจารณามาตรการที่จะนำมาใช้ในการดูแล โดยจะใช้มาตรการที่แต่ละกระทรวงมีอยู่ อาทิ การดูแลเรื่องคุณภาพมาตรฐานสินค้า การใช้มาตรการทางภาษี หรือการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้หารือกับเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนถึงประเด็นปัญหาในเรื่องนี้ โดยขอให้ช่วยผลักดันให้ TEMU เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและลงทุนในไทย เพื่อให้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย และส่งเสริมด้านการลงทุน และช่วยเพิ่มช่องทางในการขายสินค้าให้กับ SME ของไทย ซึ่งทางจีนได้รับที่จะไปดำเนินการให้<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240822720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827152543.jpg' type='image/jpg' length='205178' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”รายงานสถานการณ์สินค้า ส่วนใหญ่ทรงตัว ผลไม้ใต้-เหนือ ราคาดี เกษตรกรยิ้ม]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/63000</link>
<guid isPermaLink="false">05954ecc84c0c430eb6df3803f216189</guid>
<pubDate>Mon, 19 Aug 2024 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในรายงานสินค้าประจำสัปดาห์ ส่วนใหญ่ราคาทรงตัว ทั้งข้าว มัน ข้าวโพด ปาล์ม หมู ไก่ ไข่ ส่วนผักสดขยับเล็กน้อย เหตุเจอฝน ทำเสียหาย แต่ก็มีหลายรายการที่ลดลง เผยผลไม้ราคาดีต่อเนื่อง ภาคตะวันออก ออกเกือบหมดแล้ว ภาคใต้ ทุเรียน มังคุด ดีกว่าปีก่อน ภาคเหนือ สับปะรด ลำไย เกษตรกรยิ้มได้</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่ทรงตัว เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยข้าวหอมมะลิราคา 15,750 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ราคา 15,550 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุมธานี 15,250 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 11,300 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวเมล็ดยาว 13,900 บาทต่อตัน มันสำปะหลัง ราคา 2.95 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้น 14.5%) ราคา 11.30 บาทต่อกก. ปาล์มน้ำมันราคา 6.10 บาทต่อกก.<br />
<br />
สำหรับหมูเนื้อแดง เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 137.56 บาท ไก่เนื้อน่องติดสะโพกและเนื้อน่อง เฉลี่ยกก.ละ 83.88 บาท เนื้อสะโพกเฉลี่ย กก.ละ 88.06 บาท และเนื้ออกเฉลี่ยกก.ละ 85.56 บาท ไข่ไก่เบอร์ 3 เฉลี่ยฟองละ 4.23 บาท ปลานิล กก.ละ 72.50 บาท ปลาทับทิม 105 บาท ปลาดุก 76.30 บาท กุ้งขาว (70 ตัว/กก.) กก.ละ 187 บาท<br />
<br />
ส่วนผักสด ส่วนใหญ่ราคาปรับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสภาพอากาศมีฝนตกชุกในแหล่งผลิต ทำให้ผักได้รับความเสียหาย ซึ่งมีปริมาณเข้าสู่ตลาดลดลง แต่ไม่กระทบกับความต้องการของผู้บริโภค โดยผักคะน้า กก.ละ 39.60 บาท กะหล่ำปลี กก.ละ 35.70 บาท กวางตุ้ง กก.ละ 35.20 บาท ผักกาดขาว กก.ละ 44.50 บาท ผักบุ้งจีน กก.ละ 37 บาท ต้นหอม กก.ละ 107.50 บาท ผักชี กก.ละ 120.50 บาท ส่วนมะนาว (เบอร์ 1-2) อยู่ที่ 3.50 บาท ส่วนผักที่ปรับราคาลดลง ได้แก่ ถั่วฝักยาว กก.ละ 44 บาท และพริกขี้หนูจินดา 81 บาท</p>

<p>ทางด้านสถานการณ์ผลไม้ ราคาตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยผลไม้ภาคตะวันออกใกล้หมดแล้ว ทุเรียน มังคุด และเงาะโรงเรียน ออกหมดแล้ว ลองกอง ออกแล้ว 93% เบอร์ 1 กก.ละ 75 บาท ราคาเท่ากันกับปีก่อน เบอร์ 2 กก.ละ 55 บาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย กก.ละ 52 บาท และเบอร์ 3 กก.ละ 51 บาท เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย กก.ละ 50 บาท<br />
<br />
ขณะที่ผลไม้ภาคใต้ กำลังออกสู่ตลาด โดยทุเรียน ออกแล้ว 48% ราคาเกรดส่งออกหรือเกรด AB กก.ละ 150 บาท เพิ่มขึ้น 25% จากราคาปี 2566 ที่เฉลี่ย กก.ละ 120 บาท เกรดส่งออกรองหรือเกรด C กก.ละ 105 บาท และเกรด D กก.ละ 98 บาท มังคุดใต้ ออกแล้ว 27% โดยเกรดส่งออกหรือมันรวม กก.ละ 76.55 บาท เพิ่ม 107% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 73 บาท เกรดส่งออกรองหรือเกรดกากลาย กก.ละ 45 บาท เพิ่ม 50% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 50 บาท เกรดคละ กก.ละ 30 บาท เพิ่ม 20% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 34 บาท เกรดตกเกรด กก.ละ 25 บาท เพิ่ม 108% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 15 บาท<br />
<br />
ผลไม้ภาคเหนือ กำลังออกสู่ตลาดเช่นเดียวกัน โดยสับปะรดภูแล ออกแล้ว 82% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 12.50 บาท เพิ่ม 39% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 8.98 ลำไย ออกแล้ว 58% ลำไยเกรดช่อส่งออกAA กก.ละ 38 บาท เพิ่ม 17% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 32.50 บาท เกรดช่อส่งออก A กก.ละ 33 บาท เพิ่ม 20% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 27.50 บาท เกรดรูดร่วง AA กก.ละ 34 บาท เพิ่ม 45% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 23.50 บาท เกรดรูดร่วง A กก.ละ 18 บาท เพิ่ม 16% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 15.50 บาท และเกรดรูดร่วง B กก.ละ 8.50 บาท เพิ่ม 13% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 7.50 บาท<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมกได้กำหนดจัดงาน &ldquo;Village To Town 2024 by DIT&rdquo; นำสินค้าเด่นจากวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น จากหมู่บ้านทำมาค้าขาย และตลาดต้องชมกว่า 35 แห่ง มาจัดแสดงและจำหน่ายให้กับชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยว ที่บริเวณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า ตั้งแต่วันที่ 19&ndash;25 ส.ค. 2567 เพื่อช่วยสนับสนุนสินค้าจากหมู่บ้านทำมาค้าชาย และตลาดต้องชม ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ไทย ผักสดสะอาด และกุ้งสด ๆ ตัวโต ๆ เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ และขยายโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนและเกษตรกร และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240819720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827112124.jpg' type='image/jpg' length='582512' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” นำทีมพาณิชย์เยือนคาซัคสถาน ลุยเปิดตลาดใหม่ ขยายการค้าให้ไทย]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/62229</link>
<guid isPermaLink="false">d7ac3277929c54245b83ab11e160552a</guid>
<pubDate>Tue, 13 Aug 2024 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; นำทีมพาณิชย์เยือนคาซัคสถาน วันที่ 13-18 ส.ค.นี้ เผยเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของกลุ่ม EAEU มีประชากรกว่า 190 ล้านคน และเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปอีก 4 ประเทศนามสกุล &ldquo;สถาน&rdquo; พร้อมหารือนายกรัฐมนตรีคาซัคสถาน ขยายความร่วมมือการค้า เศรษฐกิจ พบกงสุลกิตติมศักดิ์ เอกอัครราชทูตไทย คุยเรื่องเปิดสำนักงานทูตพาณิชย์ หารือผู้บริหาร DAMU Industrial ศึกษาความเป็นไปได้เรื่องการขนส่ง และมอบตรา Thai SELECT ร้านอาหารไทย พร้อมดูต้นแบบร้านอาหารที่ทำเป็นโชว์รูม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 13-18 ส.ค.2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดนำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถาน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสทางการค้า โดยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 88 ของไทยในโลก และอันดับที่ 2 ของไทยในกลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU) มีประชากรกว่า 190 ล้านคน และมีมูลค่า GDP ต่อหัวเป็นอันดับ 2 ในประเทศกลุ่มเครือรัฐเอกราช (CIS) รองจากรัสเซีย มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตและเป็นประเทศ land lock ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีทรัพยากรที่สำคัญจำนวนมาก เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และยูเรเนียมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยเป็นประเทศมุสลิมสายกลางโดยการส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของประเทศที่มีอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญในองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังอีก 4 ประเทศ ได้แก่ อุซเบกิสถาน คีร์กิซสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเดินทางไปครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบาย &ldquo;รักษาตลาดเดิม เสริมตลาดใหม่&rdquo; ของนายภูมิธรรม ที่ต้องการขยายโอกาสการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย เพราะคาซัคสถานเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญรายหนึ่งของไทยในกลุ่ม CIS และยังสามารถที่จะใช้เป็นประตูการค้าเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียกลางและประเทศที่มีนามสกุล &ldquo;สถาน&rdquo; โดยรอบได้อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และที่ผ่านมา สินค้าไทยยังเข้าสู่ตลาดได้น้อย ส่วนใหญ่ส่งออกผ่านรัสเซียและอินเดีย หากส่งออกตรงได้ ก็จะเพิ่มมูลค่าการค้าได้มาก&rdquo;</p>

<p>สำหรับการเดินทางไปครั้งนี้ นายภูมิธรรมมีกำหนดพบปะกับนายออลจัส เบคเตนอฟ (Mr. Olzhas Bektenov) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน เพื่อหารือถึงความร่วมมือในการขยายการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกัน และมีกำหนดหารือกับ Dr.Mirgali Kunayev กงสุลกิตติมศักดิ์ของไทยแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน และ รอ.ชัชวรรณ สาครสินธุ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอัสตานา เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐคาซัคสถาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะหารือกับผู้บริหาร DAMU Industrial and Logistics Center เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับเส้นทางการขนส่งสินค้าจากไทยสู่คาซัคสถาน เพื่อผลันดันให้สินค้าไทยเข้าสู่คาซัคสถานมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน มีกำหนดการมอบประกาศนีบัตร Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหาร Bangkok Thai Cafe ณ เมืองอัลมาตี สาธารณรัฐคาซัคสถาน และเยี่ยมชมร้าน Pattaya Spa ในฐานะร้านต้นแบบ Thai SELECT ในคาซัคสถานที่เป็น Showroom บริการ และ Soft Power ไทย รวมทั้งจะใช้โอกาสนี้ สำรวจตลาดการค้าสินค้า เพื่อดูว่าสินค้าอะไรที่มีโอกาสในการส่งออกไปขาย ก็จะได้จัดทำแผนผลักดันต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240813720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827142101.jpg' type='image/jpg' length='121285' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” ดึงคนตัวใหญ่ ลดกระหน่ำ “ค่าเช่า-ราคาสินค้า” ดูแลรายย่อย-ค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/62226</link>
<guid isPermaLink="false">a3facc1290c65fe70a2c8bc428262a6d</guid>
<pubDate>Tue, 13 Aug 2024 14:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ดึงคนตัวใหญ่ ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างค้าปลีกค้าส่ง รวม 150 ราย ร่วมมือจัดทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล ลดกระหน่ำทั้งค่าเช่าพื้นที่ ลดราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนทั้งประเทศ ก่อนที่เงินดิจิทัล วอลเล็ต จะออก</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับภาคเอกชนรายใหญ่ กว่า 150 ราย เพื่อผนึกกำลังกันจัดทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามที่นายเศรษฐกิจ ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ประสานทุกภาคส่วนดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.&ndash;20 พ.ย.2567 ก่อนที่เงินในโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัล วอลเล็ต จะออกมา ว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในครั้งนี้ จะดำเนินการผ่าน 3 กิจกรรม ได้แก่ 1.ลดต้นทุนผู้ประกอบการรายเล็ก ทั้งการลดค่าเช่าร้านค้าและค่าเช่าแผงตลาด&nbsp; จัดโปรโมชันกับร้านค้าออนไลน์ ลดค่าขนส่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากไปรษณีย์ไทย 2.เพิ่มพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้รายเล็ก และจัดตลาดนัดพาณิชย์ทั่วประเทศ 76 จังหวัด ทั้งพื้นที่ในหน่วยงานรัฐและเอกชน 3.จับมือผู้ผลิตและค้าส่งรายใหญ่ ลดค่าครองชีพ ผ่านแคมเปญลดกระหน่ำ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมจัดโปรโมชันทุกฤดูกาล อาทิ 9.9 10.10 ปีใหม่ สารทจีน กินเจ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมา รัฐบาลได้ผนึกกำลังกับกระทรวงต่าง ๆ และกรุงเทพมหานคร (กทม.) หน่วยงานราชการและเอกชนเจ้าของสถานที่ ลดค่าเช่าร้านค้า ค่าเช่าแผงตลาด และลดค่าขนส่งสินค้าไปแล้ว ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้เริ่มดำเนินการยกเว้นค่าเช่าในส่วนของตลาด และพื้นที่เช่า ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยแล้วรวม 4 เดือน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว ส่วนการจัด &ldquo;ตลาดนัดพาณิชย์&rdquo; ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มพื้นที่จําหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการรายเล็กมีช่องทางจำหน่ายสินค้า เช่น ศาลากลางจังหวัด ร้านค้าสวัสดิการ สถานที่ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม สถานีบริการน้ำมัน และพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า เป็นต้น กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานและดำเนินการ &nbsp;</p>

<p>ส่วนการจับมือกับผู้ผลิตและผู้ค้าส่งรายใหญ่ ให้คนตัวใหญ่ช่วยคนตัวเล็ก ลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และลดค่าครองชีพของประชาชน โดยลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงเป็นที่มาของการจัดการประชุมในครั้งนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ช่วยสนับสนุนการจัดกิจกรรมของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เช่น จัดหาผู้ประกอบการมาออกร้าน จัดหาสถานที่ และประสานขอความร่วมมือผู้ผลิตในท้องที่มาออกร้าน ลดราคาสินค้า ส่ววนห้างค้าส่งค้าปลีก ได้ขอความร่วมมือให้จัดสรรพื้นที่ในห้างเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อย SME มาจำหน่ายสินค้า ช่วยจัดแคมเปญลดราคา กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และผู้ผลิต ซัปพลายเออร์ ขอให้มาออกบูธจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกในกิจกรรมของกระทรวงพาณิชย์ และสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก เพื่อนำมาจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนห่างไกล โดยกระทรวงพาณิชย์จะขอความร่วมมือทหารในการใช้รถโมบาย เพื่อจัดส่งสินค้าตามจุดจำหน่ายต่าง ๆ<br />
<br />
&ldquo;ผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างค้าปลีกค้าส่ง ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เพราะมองเห็นถึงปัญหาของประชาชนร่วมกัน โดยจะลดราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ การสนับสนุนสินค้าราคาถูก เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับประชาชน และลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยการลดค่าเช่าพื้นที่ ค่าเช่าสถานที่ โดยนายกรัฐมนตรี จะประกาศคิกออฟในช่วงการประชุม ครม.สัญจร วันที่ 20 ส.ค.2567 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณ ที่พวกท่านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยเหลือประชาชน และมั่นใจว่าโครงการนี้ จะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศ ก่อนที่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ผ่านดิจิทัล วอลเล็ต 4.5-5 แสนล้านบาท จะออกตามมา จึงต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมทุกด้าน&quot; นายภูมิธรรมกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภาคเอกชนรายใหญ่ 150 ราย ที่มาเข้าร่วมหารือประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ เครือไทยเบฟเวอเรจ เครือเซ็นทรัล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ จำกัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูนิชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240813720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827141855.jpg' type='image/jpg' length='261364' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เกาะติดสินค้าพื้นที่น้ำท่วม ยันมีเพียงพอ ขอห้างจัดโปรโมชันลดราคาของที่จำเป็น]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/60611</link>
<guid isPermaLink="false">eb7287c861ac352fade9c06f248dd07c</guid>
<pubDate>Fri, 02 Aug 2024 15:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในรับลูก &ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด หลังกำกับให้ดูแลสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพให้ปริมาณมีเพียงพอ อย่าให้ขาดแคลน และห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา เผยได้หารือห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างขายวัสดุก่อสร้างแล้ว ทุกรายยืนยันสินค้ามีเพียงพอ การขนส่งไม่มีปัญหา และพร้อมร่วมมือจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าที่จำเป็นให้ด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด และกำกับดูแลให้สินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของประชาชนมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ และห้ามมีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยเด็ดขาด และมอบหมายให้ประชุมหารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่ประสบปัญหาน้ำท่วม และห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ที่เป็นภาคีเครือข่าย จัดส่งสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ อย่าให้สินค้าขาดแคลน จนกระทบต่อผู้บริโภค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้เชิญผู้ประกอบการมาหารือในวันที่ 1 ส.ค.2567 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการยืนยันว่าสินค้ายังคงมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน การขนส่งสินค้าสามารถจัดส่งได้ และไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอย่างแน่นอน โดยแต่ละห้างในพื้นที่ ๆ มีน้ำท่วมยังเปิดให้บริการได้ตามปกติ</p>

<p>อย่างไรก็ตาม กรมได้กำชับให้ทุกห้างร้านจัดเตรียมสต็อกสินค้าไว้ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาดแคลน และหากมีปัญหาด้านปริมาณสินค้าหรือการขนส่งสินค้าให้รีบแจ้งกรมทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว และยังได้ขอความร่วมมือให้จัดโปรโมชันลดราคาสินค้า โดยเฉพาะข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ของใช้จำเป็น รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมและทำความสะอาดที่พักอาศัย เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบภัยด้วย ซึ่งผู้ประกอบการแจ้งยินดีให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมจะร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด กำกับดูแลให้มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และเข้มงวดไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240802720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827153205.jpg' type='image/jpg' length='323537' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลลุยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ช่วยคนตัวเล็กค้าขาย ลดค่าครองชีพ 3 เดือน ก่อนเงินดิจิทัลออก]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/60608</link>
<guid isPermaLink="false">01d7702a985fd3a9ffac9117b1df9be1</guid>
<pubDate>Fri, 02 Aug 2024 15:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เข้าหารือ &ldquo;เศรษฐา&rdquo; ทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล ร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กทม. ภาคเอกชน ก่อนเงินดิจิทัล วอลเล็ตออก เตรียมเปิดพื้นที่ทั่วประเทศให้คนตัวเล็กขายของ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือลดค่าเช่าให้มากที่สุด พร้อมส่งโมบายธงฟ้าเข้าไปขายในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดค่าครองชีพ ดีเดย์ 20 ส.ค.-20 พ.ย.นี้ รวม 3 เดือน คาดเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายกว่า 7,000 ล้านบาท</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเข้าหารือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล กับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.-20 พ.ย.2567 เสนอนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลจะร่วมมือกันในการทำงาน เพราะเห็นถึงความยากลำบากของพี่น้องประชาชน เพราะเงินดิจิทัล วอลเล็ต ล่าช้าไปนิดหนึ่ง มีช่วงว่าง 3 เดือน ที่ยังไม่มีอะไรมาทดแทน &nbsp;โครงการนี้ จะทำให้มีความพร้อมก่อนเข้าสู่ดิจิทัล วอลเล็ต เพื่อช่วยสร้างรายได้ ลดรายจ่ายของพี่น้องประชาชน โดยเน้นที่ SME ผู้ประกอบการรายเล็ก ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มาช่วย จะเริ่มคิกออฟวันที่ 20 ส.ค.นี้ หลังจากเดินทางไปประชุม ครม.สัญจร<br />
<br />
สำหรับการดำเนินโครงการ จะช่วยลดรายจ่าย เช่น จัดสถานที่ออกร้านให้กับเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าเช่าแผง หรือลดราคาค่าเช่าให้มากที่สุด โดยได้เจรจากับกระทรวงมหาดไทยใช้ศาลากลางจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์ประสานงาน มีพาณิชย์จังหวัดขับเคลื่อน และใช้สถานที่ท่องเที่ยว ตลาดใหญ่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และกระทรวงกลาโหมมีพื้นที่ 3,000 กว่าแห่ง ที่สามารถเข้าไปใช้ได้<br />
<br />
นอกจากนี้ จะมีรถของกลาโหม มาทำรถโมบาย เพื่อนำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพไปขายในฟื้นที่ห่างไกล รวมทั้งจะส่งเสริมให้ประชาชนขายผ่านรถพุ่มพวง โดยจะส่งสินค้า อาทิ หมู ไก่ น้ำตาล น้ำมัน สินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันไปให้จำหน่าย</p>

<p>&ldquo;หลังวันที่ 20 ส.ค.นี้ จะเปิดพร้อมกันทั่วประเทศ ทุกจังหวัด เป็นความร่วมมือกันของภาครัฐ กระทรวงต่าง ๆ ภาคเอกชน และสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กลุ่มบริษัทผู้ผลิตสินค้า ยูนิลิเวอร์ ไทยเบฟเวอเรจ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ไม่กระทบร้านค้ารายย่อย ซึ่งเราจะดึงร้านค้ารายย่อยให้มีส่วนร่วมในโครงการนี้ ประเมินขั้นต้นสามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชนได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท จะเป็นพื้นฐานก่อนที่ดิจิทัล วอลเล็ตออกมา ให้ประชาชนสามารถเพิ่มการลงทุน ค้าขายได้ทั่วประเทศ ถือเป็นมติให้ดำเนินการ และกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานทั้งหมด&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
<br />
ทั้งนี้ รัฐมนตรีที่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอรรถกร ศิริรัตยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการช่วยคนตัวเล็กให้มีที่ค้าขาย กระทรวงพาณิชย์จะประสานทุกกระทรวงที่มีสถานที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยทำการลดค่าเช่าร้าน ค่าเช่าแผง เพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ที่จะมาค้าขาย และเปิดตลาดพาณิชย์ ในพื้นที่ ๆ กำหนด เพื่อให้นำสินค้ามาขาย และจะจัดบูธธงฟ้าควบคู่ไปด้วย เพื่อให้คนที่มาซื้อสินค้า ได้มีโอกาสซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ รวมทั้งมีแผนที่จะร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ทำการลดราคาสินค้า เพื่อช่วยดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240802720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827153013.jpg' type='image/jpg' length='238466' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับจริง ลานเททำปาล์มลูกร่วง ส่งตำรวจฟันโทษหนัก คุก 5 ปี ปรับ 1 แสน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/54637</link>
<guid isPermaLink="false">f03736419c0317aefaa7fdc696772122</guid>
<pubDate>Thu, 27 Jun 2024 15:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในเอาจริง จัดหนักลานเททำลูกร่วงไม่เป็นธรรมชาติอีก 1 ราย ในพื้นที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ยึดของกลาง ปาล์มร่วง ตะแกรงรางเท ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีทันที มีโทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เผยล่าสุดจับกุมไปแล้วรวม 3 ราย ย้ำลานเทปฏิบัติตามกฎหมาย หากตรวจพบเล่นงานหนัก ส่วนเกษตรกร หากไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบเบาะแส แจ้งสายด่วน 1569 ทันที</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจพิเศษ กรมการค้าภายใน ตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อปาล์มน้ำมัน (ลานเท) ในพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ เพื่อดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาสกดราคารับซื้อ และให้มีการแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน รวมทั้งป้องปรามไม่ให้มีการทำผลปาล์มร่วงโดยผิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายให้กรมการค้าภายใน กำกับดูแลและตรวจสอบการรับซื้อปาล์มน้ำมันให้เป็นไปตามกฎหมายและเกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยล่าสุดได้รับรายงานจากนายสมชาย รัตนสุภา ผู้อำนายการกองตรวจสอบและปฏิบัติการ ว่าเจ้าหน้าที่สายตรวจพิเศษที่ได้ลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน (ลานเท) ในพื้นที่จังหวัดชุมพร และสุราษฎร์ธานี โดยได้จับกุมลานเทที่กระทำความผิดฐานทำผลปาล์มร่วงโดยผิดธรรมชาติเพิ่มอีก 1 ราย ในพื้นที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และได้ทำการยึดของกลางเป็นผลปาล์มร่วงและตะแกรงรางเทส่งพนักงานสอบสวนพื้นที่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2567 ลงวันที่ 23 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>ทั้งนี้ ผลการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน กรมการค้าภายในได้มีการดำเนินคดีลานเทที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนประกาศดังกล่าวแล้วจำนวน 3 ราย แบ่งเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 ราย และจังหวัดชุมพร 1 ราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์กล่าวว่า ขอเตือนผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการรับซื้อผลปาล์มทะลาย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการรับซื้อ ตลอดจนการแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ และจัดทำบัญชีคุมสินค้าน้ำมันปาล์มและผลปาล์มน้ำมัน รวมทั้งห้ามกระทำพฤติกรรมใด ๆ ที่จะเป็นการทำให้ผลปาล์มร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ และหากเกษตรกรรายใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายผลปาล์มน้ำมันหรือสินค้าเกษตรอื่น รวมทั้งพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับโทษ กรณีมีการทำผลปาล์มร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีการกดราคารับซื้อ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240627720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827154425.jpg' type='image/jpg' length='359109' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงนาม MOU กับ TikTok Shop ช่วยผู้ประกอบการ SME ขายออนไลน์]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/52214</link>
<guid isPermaLink="false">6818f8b162349df694a20c74b22600df</guid>
<pubDate>Thu, 13 Jun 2024 11:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; เป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับ TikTok Shop เพื่อช่วยเหลือ SME ให้มีร้านค้าออนไลน์ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น พร้อมเปิดตัว &ldquo;SME ไทย น่าใช้น่าช้อป&rdquo; ตลอดเดือน มิ.ย. นำสินค้า SME กว่า 100 ร้านค้ามาให้ชอปในที่เดียว ด้าน TikTok เผยความร่วมมือนี้ จะช่วยเพิ่มทักษะให้แก่ SME ไม่ต่ำกว่า 7,000 ราย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับ TikTok Shop เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2567 ที่ผ่านมา ว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ SME มีความรู้ด้านการขายสินค้าผ่านระบบ e-Commerce การจัดการระบบหลังบ้านอย่างมืออาชีพรับมือกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นในอนาคต การใช้เครื่องมือทางการตลาดและโปรโมชันส่งเสริมการขายของแพลตฟอร์ม TikTokShop มาช่วยสร้างความน่าสนใจให้ธุรกิจ และทำให้มีช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้าของตนเองที่ยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางใหม่ในการขายสินค้า และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน นอกเหนือจากขายหน้าร้านแบบออฟไลน์ การที่ TikTokShop เข้ามาช่วยเหลือ จะทำให้สินค้า SME และสินค้าชุมชน เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น และขายได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กรมได้ร่วมงานกับ Tiktok Shop ในการอบรมให้ความรู้เรื่อง e-Commerce , การประกวดธุรกิจ และการสนับสนุนเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ส่วนการทำ MOU ครั้งนี้ จะเป็นความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากขึ้นในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อผู้ประกอบการ และยังได้มีการเปิดตัวแคมเปญ SME ไทย น่าใช้น่าช้อป โดยจัดทำหน้ารวมร้านดาวดัง DBD กว่า 100 ร้านค้าผ่านช่องทาง TikTok Shop ช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าชุมชนและ SME ได้ง่ายขึ้น เพราะรวบรวมไว้ในที่เดียว</p>

<p>นอกจากนี้ ในการจัดงาน ได้จัดการ Live สด โดยนายนภินทร ที่ได้สวมบท &ldquo;ป๋าตึ่งแจกแหลก&rdquo; ไลฟ์สดขายสินค้าของ SME ไทย ร่วมกับ &ldquo;ลอห์เรน&rdquo; และคุณเอื้อ พ่อเอื้อใจกล้า อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ที่มีผู้ติดตามรวมกันกว่า 2.4 ล้านราย ซึ่งเป็น TikToker ที่กำลังมีกระแสมาแรงในปัจจุบัน เพื่อช่วยเรียกยอดขายให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยกิจกรรมเริ่มตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย.2567 และสุดพิเศษ TikTok Shop ได้มอบคูปองส่วนลด มูลค่ารวมกว่า 800,000 บาท ให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม และสนับสนุนสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มการมองเห็นให้ร้านค้าของผู้ประกอบการชุมชนและ SME บน TikTok Shop ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy-Thailand , TikTok กล่าวว่า TikTok มุ่งมั่นสนับสนุน Smart Economy ตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โดยยึดแนวคิด TikTok for Smart Economy, Smart People, and Smart Environment โดยได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อ UpSkill ทักษะดิจิทัลใหม่ ๆ ให้แก่ SME และได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ SME มีรายได้เพิ่มขึ้นและใช้แพลตฟอร์ม TikTok Shop อย่างสร้างสรรค์และเต็มประสิทธิภาพ<br />
<br />
ส่วนการลงนาม MOU ครั้งนี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการร่วมกันผลักดัน SME ไทยให้เติบโตบนแพลตฟอร์ม TikTok Shop และแข่งขันได้ในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องขอขอบคุณกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกระทรวงพาณิชย์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการติดอาวุธและเพิ่มสปีดการเข้าสู่โลกอีคอมเมิร์ซของผู้ประกอบการผ่านการสร้างช่องทางธุรกิจบนแพลตฟอร์ม TikTokShop และมั่นใจว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ จะเพิ่มทักษะให้แก่เอสเอ็มอีทั้งสิ้น 7,000 ราย ตลอดระยะเวลาความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2567</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240613720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827113126.jpg' type='image/jpg' length='166671' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค่าไฟ น้ำมัน ผัก ไข่ขึ้น ดันเงินเฟ้อ พ.ค.67 เพิ่ม 1.54% สูงสุดในรอบ 13 เดือน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/51507</link>
<guid isPermaLink="false">6c0b3a5d11db66572d0c872076444732</guid>
<pubDate>Fri, 07 Jun 2024 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ พ.ค.67 เพิ่มขึ้น 1.54% บวกต่อเนื่อง 2 เดือนติด และสูงสุดในรอบ 13 เดือน เหตุค่าไฟเพิ่มขึ้น จากฐานปีก่อนต่ำจากมาตรการลดค่าไฟ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ผักสดและไข่ไก่ สูงขึ้น รวม 5 เดือน ลด 0.13% คาดเดือน มิ.ย. ยังเพิ่มในอัตราที่ชะลอตัว คงเป้าทั้งปี 0-1% ค่ากลาง 0.5% เหมือนเดิม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ค.2567 เท่ากับ 108.84 เทียบกับ เม.ย.2567 เพิ่มขึ้น 0.63% เทียบกับเดือน พ.ค.2566 เพิ่มขึ้น 1.54% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 13 เดือน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการสูงขึ้นของค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราวจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน เพราะเดือน พ.ค.2566 มีมาตรการลดค่าไฟ และราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก รวมถึงผักสด และไข่ไก่ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่วนสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 5 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) ลดลง 0.13%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน พ.ค.2567 ที่เพิ่มขึ้น 1.54% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.13% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญกลุ่มอาหารสด อาทิ ผักสด (ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ มะเขือ กะหล่ำปลี ขิง ผักชี) ผลไม้สด (มะม่วง องุ่น กล้วยหอม) ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไข่ไก่ และไข่เป็ด กลุ่มอาหารบริโภคในบ้านและนอกบ้าน (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ข้าวราดแกง) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำหวาน) และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำตาลทราย น้ำพริกแกง มะพร้าว (ผลแห้ง ขูด)) ขณะที่ยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร มะนาว ปลาทู น้ำมันพืช และกระเทียม เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 1.84% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (แก๊สโซฮอล์ 91 95 และ E20 น้ำมันเบนซิน 95) กลุ่มเคหสถาน (ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน) กลุ่มค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน ค่าแต่งผมสตรี) กลุ่มยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (สุรา บุหรี่ ไวน์) และมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ น้ำมันดีเซล ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว เสื้อยืดบุรุษและสตรี และเสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี เป็นต้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน พ.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.08% เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.2567 และเพิ่มขึ้น 0.39% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.2566 เฉลี่ย 5 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.42%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 1-1.1% ชะลอตัวลงจากเดือน พ.ค.2567 เพราะผลกระทบจากฐานราคาต่ำของค่าไฟฟ้าลดลง และเดือน พ.ค. มีการต่ออายุมาตรการลดค่าไฟของครัวเรือนอีก 4 เดือน (พ.ค.-ส.ค.2567) ราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผักสด มีแนวโน้มลดลง หลังสิ้นสุดสภาพอากาศร้อนจัดและเข้าสู่ฤดูฝน ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย จากเศรษฐกิจที่อยู่ระดับต่ำ และมีการจัดโปรโมชันลดราคา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ต้องจับตาราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ ซึ่งปรับมาอยู่ที่ 33.00 บาทต่อลิตร สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุน และต้องดูว่าจะมีการปรับเพดานราคาอีกหรือไม่ เนื่องจากน้ำมันมีสัดส่วน 9% ในการคำนวณเงินเฟ้อ และยังมีความไม่แน่นอนจากผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจทำให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตาม แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ระหว่าง 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% เหมือนเดิม ซึ่งสอดคล้องกับหลายสำนักงานทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240607720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827142137.jpg' type='image/jpg' length='368389' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” บุกตรวจโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม หลังแจ้งหยุดรับซื้อ เพื่อดูแลเกษตรกร]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/51096</link>
<guid isPermaLink="false">8ac196e77eb3757b56afe6862078b562</guid>
<pubDate>Wed, 05 Jun 2024 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในผนึกกำลังพาณิชย์จังหวัดชุมพร ตัวแทนเกษตรกร บุกโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม หลังแจ้งหยุดการรับซื้อ เพื่อดูแลเกษตรกร พบสาเหตุต้องเคลียร์ผลปาล์มคงค้างให้สอดคล้องกับกำลังการผลิต หลังรับซื้อเข้ามามากก่อนหน้านี้ แต่จะเปิดรับซื้อใหม่ตั้งแต่ 5 มิ.ย.เป็นต้นไป ย้ำโรงงานสกัดทุกแห่ง ปิดป้ายราคารับซื้อ ปฏิบัติตามที่คุยกันไว้ หากกดราคา เล่นงานตามกฎหมาย พร้อมขอชาวสวนอย่ารีบตัด ให้ตัดสุก จะได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันดีขึ้น ขายได้ราคาสูงขึ้น</strong><br />
<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชุมพร และตัวแทนเกษตรกร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่ได้แจ้งหยุดการรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน โดยผลการตรวจสอบพบว่า มีสาเหตุจากโรงงานต้องบริหารการสกัดผลปาล์มน้ำมันที่คงค้างบนลานให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มของโรงสกัด และไม่ให้เกิดผลกระทบกับคุณภาพของน้ำมันปาล์ม หลังจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งโรงสกัดดังกล่าวแจ้งว่า ได้เริ่มเปิดรับซื้อใหม่ ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.2567 เป็นต้นไปแล้ว ส่วนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแห่งอื่น ๆ จากที่ได้รับรายงานจากพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ ไม่มีการแจ้งหยุดรับซื้อแต่อย่างใด<br />
<br />
สำหรับแนวโน้มปริมาณผลปาล์มน้ำมัน คาดว่า จะมีปริมาณลดลง ทำให้การติดคิวหน้าโรงงานจะลดลงตามไปด้วย โดยจะติดไม่เกิน 1 วัน ก็สามารถลงหมด จากที่ก่อนหน้านี้จะติดคิว 2-3 วัน</p>

<p>ทั้งนี้ ยังได้กำชับให้โรงสกัดน้ำมันปาล์ม ปฏิบัติตามกฎหมาย และให้ปิดป้ายแสดงราคารับซื้อให้ชัดเจนและเปิดเผย รวมถึงให้เป็นไปตามแนวทางตามมติที่ประชุมที่ได้หารือกันไว้ โดยเฉพาะเรื่องราคารับซื้อ จึงขอฝากเตือนถึงผู้ประกอบการว่าอย่ามีพฤติกรรมกดราคารับซื้อหรือรับซื้อที่เป็นการเอาเปรียบเกษตรกร เพราะจะมีการเฝ้าติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด หากพบการกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่แสดงราคารับซื้อ หรือแสดงไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีกดราคารับซื้อต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
<br />
ส่วนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ขอให้ยืดระยะเวลาการตัดออกไป และตัดปาล์มสุกเต็มที่ เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันที่สูงขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น และจะได้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วย แต่หากพบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าเกษตร รวมทั้งทราบเบาะแสการเอาเปรียบเกษตรกรสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ<br />
<br />
ก่อนหน้านี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายให้กรมการค้าภายใน กำกับดูแลราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรและเป็นการยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย และนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ยังได้สั่งการให้สายตรวจเฉพาะกิจกรมการค้าภายในร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และตัวแทนเกษตรกร ลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามกำกับดูแลการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ให้มีการปฏิบัติเป็นไปตามแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันของผู้ประกอบการโรงสกัด ตามมติที่ประชุมหารือเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2567 ด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240605720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827160221.jpg' type='image/jpg' length='379134' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” รับลูกนายกฯ เคาะ 8 มาตรการ ดูแลผลไม้-พืชตัวรอง เพิ่มรายได้เกษตรกร]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/51001</link>
<guid isPermaLink="false">a1e42366326d71b77b3877817ae8bdaa</guid>
<pubDate>Wed, 05 Jun 2024 11:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;รับลูกนายกรัฐมนตรี คลอด 8 มาตรการ บริหารจัดการผลไม้และพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง 18 รายการ เพื่อดูแลเกษตรกร มีช่องทางขายผลผลิต และมีรายได้เพิ่มขึ้น นำร่องดึงเอกชน 10 กลุ่มธุรกิจช่วยซื้อเพิ่มอีก 3.13 แสนตัน จากเดิมประสานไว้แล้ว 1.344 ล้านตัน &nbsp;</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้และพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง ปี 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ให้ดำเนินการเชิงรุก ดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง ควบคู่ไปกับพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ โดยได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการผ่าน 8 กลไกหลัก ได้แก่ 1.การกระจายออกนอกแหล่งผลิต 2.การเชื่อมโยงต้นทาง-ปลายทาง 3.การทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า 4.การผลักดันส่งออก 5.การส่งเสริมการแปรรูป 6.การรณรงค์บริโภค 7.การสนับสนุนบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง และ 8.ความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตร<br />
&ldquo;มาตรการทั้งหมดนี้ จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง โดยจะร่วมมือกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการบริหารจัดการ เพราะรู้อยู่แล้วว่าสินค้าแต่ละตัวมีไทม์ไลน์ผลผลิตออกช่วงไหน โดยจะดูแลตั้งแต่ผลผลิตออกสู่ตลาด เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาล้นตลาด หาทางช่วยระบายผลผลิตผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรอยู่ได้ และมีรายได้เพิ่มขึ้น&rdquo; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้มีการนำร่องดูแลพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง ได้แก่ ผลไม้ ผัก และพืช 3 หัว (หอมใหญ่ กระเทียม หอมแดง) โดยจะร่วมมือจากภาคีเครือข่ายภาคเอกชนยักษ์ใหญ่กว่า 10 กลุ่มธุรกิจ 20 เครือ 18 บริษัท อาทิ กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ผู้ผลิตสินค้า ค้าปลีก-ค้าส่ง โรงแรม หมู่บ้าน-คอนโด ปั้มน้ำมัน สายการบิน แพลตฟอร์ม อุตสาหกรรมแปรรูป-ส่งออก และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีความยินดีช่วยเชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตพืชเกษตรตัวรองจากเกษตรกรในเบื้องต้น รวมปริมาณกว่า 313,000 ตัน เพิ่มเติมจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการไว้ก่อนหน้าแล้ว 1.344 ล้านตัน รวมเป็นปริมาณทั้งสิ้น 1.657 ล้านตัน และยังมีภาคเอกชนรายใหญ่อื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาช่วยเชื่อมโยงรับซื้อเพิ่มเติมอีกในอนาคต</p>

<p>สำหรับสินค้าผลไม้ จะมีการติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลไม้ภาคใต้ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย ลองกอง ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในระยะต่อไปกว่า 3 ล้านตัน ซึ่งได้สั่งการให้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้วเช่นเดียวกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปี 2567 ผลผลิตผลไม้ได้ออกสู่ตลาดเกินกว่าครึ่งทางแล้ว พบว่า ราคาดีทุกตัว ไม่มีปัญหาราคาตกต่ำ เป็นผลจากที่รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย กำหนดมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก ปี 2567 ไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2566 รวมถึงการจัดคณะผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปเจรจาเรื่องด่านกับรัฐบาลจีน ในช่วงก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ส่งผลให้ภาคการส่งออกมีความคล่องตัว ไม่ติดขัด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2567 พืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง มีจำนวน 18 ชนิด คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 7.5 ล้านตัน แยกเป็นผลไม้ 11 ชนิด ได้แก่ 1.ทุเรียน 2.มังคุด 3.เงาะ 4.ลองกอง 5.ลำไย 6.สับปะรด 7.ลิ้นจี่ 8.ส้มโอ 9.ส้มเขียวหวาน 10.มะยงชิด 11.มะม่วง ผัก 4 ชนิด ได้แก่ 1.มะนาว 2.มะเขือเทศ 3.ฟักทอง 4.พริกขี้หนูจินดา และพืชสามหัว 3 ชนิด ได้แก่ 1.หอมแดง 2.หอมหัวใหญ่ 3.กระเทียม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240605720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827111713.jpg' type='image/jpg' length='399400' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” สั่งการอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ติดตาม-ดูแลราคาผลปาล์ม]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/49592</link>
<guid isPermaLink="false">cfdc6099c2d3cb2c34ff5a5a2d6da5cf</guid>
<pubDate>Mon, 27 May 2024 15:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งการอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่จังหวัดปลูกปาล์ม ติดตามสถานการณ์ราคา สถานการณ์ผลผลิต เพื่อหาสาเหตุและมาตรการป้องกัน หลังราคาปรับตัวลดลง เผยสาเหตุมาจากช่วงนี้ผลผลิตออกมากกว่าปกติ คุณภาพไม่ดี จากปาล์มสุกแดด ไม่ใช่สุกธรรมชาติ ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันลด &nbsp;&nbsp;</strong></p>

<p>นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ที่ จ.พังงา กระบี่ และสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามดูว่าสาเหตุของราคาที่ปรับตัวลดลง เป็นเพราะสาเหตุอะไร และให้ตรวจสอบการรับซื้อของลานเท และโรงงานสกัดว่ามีการรับซื้อผลปาล์มเป็นปกติหรือไม่ สถานการณ์ผลผลิตในพื้นที่เป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร&nbsp;และหากจำเป็นก็จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาผลปาล์ม อยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 4.60 บาท บางพื้นที่ 5 บาทกว่า ซึ่งสาเหตุที่ราคาปรับลดลง เนื่องจากในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าปกติ และผลผลิตไม่ค่อยมีคุณภาพ จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ผลปาล์มสุกแดด ไม่ได้สุกธรรมชาติ และเปอร์เซ็นต์น้ำมันน้อยลง ทำให้มีการรับซื้อตามเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่ลดลง จึงส่งผลต่อราคาขายของเกษตรกร แต่คาดว่าจากนี้ไป สถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะผลผลิตเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว</p>

<p>ทั้งนี้ กรมได้กำชับไปยังผู้ประกอบการจุดรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน (ลานเท) และโรงงานสกัด ให้รับซื้อผลปาล์มตามปกติ ห้ามชะลอการรับซื้อ และห้ามทำให้ผลปาล์มน้ำมันร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และขอให้เกษตรกรตัดปาล์มที่แก่จัด เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันที่สูง และขายได้ราคาดี &nbsp;รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบการรับซื้อและความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งของลานเทและโรงสกัดน้ำมันปาล์มด้วย เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2567 คาดว่า จะมีปริมาณ 18.12 ล้านตัน และนำมาสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 3 ล้านตัน แยกเป็นการบริโภคในประเทศ 1.3 ล้านตัน ไบโอดีเซล 1.08 ล้านตัน และส่งออก 8 แสนตัน และล่าสุด มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบประมาณ 2 แสนตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240527720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827155704.jpg' type='image/jpg' length='736266' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”สั่งลุยประมูลข้าว 10 ปี หลังผลตรวจไร้สารตกค้าง คลอดทีโออาร์ พ.ค. ได้ผู้ชนะ มิ.ย.]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/49174</link>
<guid isPermaLink="false">3ddd7b61fe210a7255f880f8c0553514</guid>
<pubDate>Fri, 24 May 2024 11:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ประกาศเดินหน้าประมูลข้าว 10 ปี หลังผลตรวจสอบออกมาดี ไม่มีสารพิษ สารตกค้าง เผยตั้งคณะทำงานกำหนดทีโออาร์การประมูลแล้ว วางเงื่อนไขแบบยกกอง จัดลำดับผู้ประมูล 1-5 หากมีข้อขัดข้อง เลื่อนลำดับต่อไปขึ้นมาแทน และไม่ต้องเสนอ นบข. พิจารณาอีก เพราะมีมติอยู่แล้ว คาดทีโออาร์เสร็จ พ.ค. ประมูลจบ ได้ผู้ชนะ มิ.ย.</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ที่เก็บมาแล้ว 10 ปี ว่า จากผลการตรวจสอบคุณภาพข้าวของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และแลปเอกชน ที่ได้ผลตรวจสอบออกมาดีมาก ไม่มีสารตกค้าง ไม่มีสารจากการรมยา หรือตกค้างน้อยมากในปริมาณที่ไม่เป็นอันตราย ถือว่าอยู่ในมาตรฐานที่จะนำออกสู่ตลาดได้ จึงมีการตัดสินใจอยู่บนหลักการที่ชัดเจนว่าจะประมูลข้าวทันที และประมูลยกกอง โดยจะกำหนดทีโออาร์ให้ชัดเจน เปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาประมูลได้ มีการจัดการประมูลเป็นลำดับที่ 1-5 เพราะหากเกิดมีข้อขัดข้องเกิดขึ้น ซึ่งคิดว่าจะไม่เกิด แต่การจัดอันดับประมูลข้าว สามารถใช้ผู้เสนอราคาสูงสุดในลำดับถัดไปได้ และข้อดี คือ การพิจารณาต่อรองให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด<br />
<br />
ทั้งนี้ ได้มีการตั้งคณะทำงานที่ดูแลเรื่องการจัดประมูลแล้ว โดยไม่ต้องนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เพราะมีมติอยู่แล้ว ซึ่งได้ตั้งกรรมการขึ้นมาจัดทำทีโออาร์ ประกอบด้วยองค์การคลังสินค้า กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาเป็นกรรมการ คาดว่าทุกอย่างจะชัดเจนไม่เกินสิ้นเดือน พ.ค.นี้ และพร้อมที่จะประกาศให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาประมูล คาดว่าจะจบประมาณเดือน มิ.ย. รายได้ที่เข้ามา จะได้ดำเนินการตามกระบวนการตามหลักการที่ควรจะเป็นตามกฏหมาย จากการที่ทุกฝ่ายมุ่งหาประโยชน์ให้ประเทศชาติ&nbsp;</p>

<p>&ldquo;ผมคิดว่าดรามามากเกินไป ควรยุติได้แล้ว เพื่อให้ประโยชน์เกิดกับประเทศดีกว่า อ.อ๊อด (นายวีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ก็ยุติการตรวจสอบแล้ว กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการทุกอย่างอย่างโปร่งใส ให้สื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบ อย่าตั้งข้อสงสัยจนทำให้ข้าวไทยมีปัญหา และเกิดผลกระทบต่อข้าวไทย อย่าทำลายความเชื่อมั่นของข้าวไทย และประเทศไทย&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
<br />
สำหรับประเด็นเรื่องการตรวจสอบคุณภาพข้าวก่อนการประมูล ผู้เข้าร่วมการประมูลสามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบคุณภาพข้าวได้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกระบวนการที่กำหนดไว้ และเชื่อว่า ผู้ประมูลทุกคนที่จะเข้ามาประมูล มีแผนอยู่แล้วว่าจะนำข้าวไปใช้แบบใด จะประมูลที่ราคาเท่าไร โดยเท่าที่ทราบ มีตลาดที่ชัดเจนแล้ว คือ ตลาดข้าวแอฟริกา ที่นิยมทานข้าวเก่า และจำนวน 15,000 ตัน มีจำนวนไม่มาก คาดว่าจะประมูลได้ในราคาที่ดี ไม่ใช่ขายข้าวกิโลกรัม (กก.) ละ 4-5 บาท ซึ่งถูกตีเป็นข้าวเน่า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนข้าวที่จะนำมาประมูล คือ 1.คลังกิตติชัย หลัง 2 (ข้าวหอมมะลิ 100%) รับมอบข้าวสารตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.2557 ถึง 10 มี.ค.2557 เก็บข้าวแล้ว 10 ปี 2 เดือน รวมปริมาณทั้งสิ้น 26,094 ตัน หรือ 258,106 กระสอบ จาก 24 โรงสี และได้มีการระบายข้าวสารแล้ว 3 ครั้ง คงเหลือ 11,656 ตัน หรือ 112,711 กระสอบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.คลัง บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 (ข้าวหอมมะลิ 100%) รับมอบข้าวสารตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2557 ถึง 29 เม.ย.2557 เก็บข้าวแล้ว 10 ปี 7 วัน มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 9,567 ตัน หรือ 94,637 กระสอบ จาก 6 โรงสี ซึ่งระบายข้าวสารแล้ว 4 ครั้ง คงเหลือ 3,356 ตัน หรือ 32,879 กระสอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240524720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827113748.jpg' type='image/jpg' length='337121' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก เม.ย.67 พลิกกลับมาบวก 6.8% รวมยอด 4 เดือน โต 1.4%]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/49172</link>
<guid isPermaLink="false">ed3b03726c23ea23db2ab454efa9df7b</guid>
<pubDate>Fri, 24 May 2024 11:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยส่งออก เม.ย.67 มีมูลค่า 23,278.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 6.8% กลับมาเป็นบวก หลัง มี.ค. ติดลบ รวม 4 เดือน มูลค่า 94,273.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1.4% ยันขาดดุลการค้าไม่น่าห่วง เหตุเป็นการนำเข้าพลังงาน ที่ราคาสูงขึ้น และส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ คาด พ.ค. ยังเป็นบวก ได้แรงส่งจากการส่งออกสินค้าเกษตร และผลไม้ ส่วนเป้าทั้งปี ยังคงเดิม 1-2%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน เม.ย.2567 มีมูลค่า 23,278.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.8% กลับมาเป็นบวก หลังจากเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ติดลบครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 834,018 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 24,920.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.3% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 903,194 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 1,641.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 69,176 ล้านบาท รวม 4 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) การส่งออก มูลค่า 94,273.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.4% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 3,338,028 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 100,390.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 3,595,217 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,116.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 257,190 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 2% โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 12.7% แต่สินค้าเกษตร ลด 3.8% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป เครื่องดื่ม ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และสิ่งปรุงรสอาหาร ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 4 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.8%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 9.2% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน แผงวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด ทั้งนี้ 4 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.8%</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหลัก เพิ่ม 6.7% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 26.1% CLMV เพิ่ม 5.1% อาเซียน (5) เพิ่ม 3.7% และสหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 20.2% แต่จีน ลด 7.8% และญี่ปุ่น ลด 4.1% ตลาดรอง เพิ่ม 14.4% โดยตลาดทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 18.6% เอเชียใต้ เพิ่ม 13% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 17.8% แอฟริกา เพิ่ม 32.1% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 41.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 8.6% แต่สหราชอาณาจักร ลด 33.7% ตลาดอื่น ๆ ลด 68.5% อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ลด 79.3%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออก เดือน พ.ค.2567 คาดว่าจะยังคงขยายตัวเป็นบวกได้ต่อเนื่อง โดยสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว ยางพารา จะยังส่งออกได้ดี และผลไม้ จะเป็นเดือนที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น หลังผลผลิตออกสู่ตลาดมาก และไตรมาส 2 ทั้งไตรมาส น่าจะเป็นบวกได้ 0.8-1% มีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว เงินเฟ้อเริ่มเบาลง ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของหลายประเทศ มีความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตร เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร แต่ยังต้องจับตาปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ต่อไป เพราะอาจจะมีผลกระทบต่อการส่งออกได้ ส่วนการขาดดุลการค้า เจาะลึกดูแล้ว เป็นการขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้น แต่มีข้อดี คือ การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ รวมกันถึง 66% ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการผลิตและส่งออกในอนาคต และเป้าหมายทั้งปี ยังคงยืนยันที่ 1-2% เหมือนเดิม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกเดือน พ.ค.2567 คาดว่า จะยังคงขยายตัวได้ดี เพราะสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว ยางพารา และผลไม้ ที่จะกลับมาส่งออกได้ดีขึ้น จะช่วยผลักดันมูลค่าการส่งออก และสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ก็จะยังเติบโตได้ดี โอกาสที่การส่งออกของเดือน พ.ค.และ มิ.ย. น่าจะทำได้ 24,500 ล้านเหรียญสหรัฐ มีโอกาสเป็นไปได้ และไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ที่ 1% แต่ก็ต้องจับตาปัญหาความตึงเครียดในทะเลแดง และค่าระวางเรือ ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นต้นทุนต่อการส่งออก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240524720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827113525.jpg' type='image/jpg' length='231215' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”โชว์ผลงาน นำหนัง แอนิเมชัน ซีรีส์วาย ขายเมืองคานส์ 5 วันทะลุ 1,350 ล้าน]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/48784</link>
<guid isPermaLink="false">28390be35a2d2ff52e73b97927b7f788</guid>
<pubDate>Tue, 21 May 2024 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;โชว์ผลงานนำภาพยนตร์ แอนิเมชัน ซีรีส์วายไทย ขายในงานเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก Cannes Film Festival 2024 ที่เมืองคานส์ แค่ 5 วัน ทำยอดทะลุ 1,350 ล้านบาทแล้ว เผยเตรียมสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังต่อ ทั้งดึงต่างชาติมาถ่ายทำ และนำผลงานไทยออกขายทั่วโลก ลุ้นจบงาน รายได้ทะลุปีที่แล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชัน ซีรีส์วาย และธุรกิจบันเทิงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า(Business Matching) ในงาน March&eacute; du Film งาน Cannes Film Festival 2024 ที่ Palais des Festivals เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตั้งแต่วันที่ 14-22 พ.ค.2567 เพื่อส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย สร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบริการที่เกี่ยวข้อง และทำให้ธุรกิจบันเทิงของไทยเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดหนัง แอนิเมชัน และธุรกิจบันเทิงของไทยแนวโน้มดีมาก แค่ไม่กี่วัน ผู้ประกอบการมีรายได้เกินจากเป้าที่วางไว้ 800 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาจัดงาน 9 วันแล้ว และเท่าที่ได้รับรายงานเติบโตทุกธุรกิจ ทั้งตลาดหนังผี ซีรีส์วาย ซีรีส์ยูริ ก็ติดอันดับ หลังจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมอุตสาหกรรมหนังให้มากขึ้น เพราะเห็นความต้องการของตลาด ทั้งการนำไปขายในตลาดต่างประเทศ และดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาถ่ายทำในไทย เพราะไทยมีจุดเด่น ทั้งสถานที่ถ่ายทำ เทคนิคการตัดต่อ และค่าแรงไม่แพง รวมไปถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในการลดภาษี โดยทั้งดิสนีย์ ฮอลลีวูด ก็มาใช้โลเคชันประเทศไทยในการถ่ายทำ จะสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>

<p>สำหรับงาน Cannes Film Festival เป็นงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุด มีนักธุรกิจในวงการภาพยนตร์เข้าชมมากที่สุดในโลก ในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ งานแสดงสินค้า March&eacute; du Film ที่เป็นตลาดซื้อ-ขายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยในปีนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 12 บริษัท เข้าร่วมงาน March&eacute; du Film ภายใต้คูหา Thailand Pavilion บนพื้นที่ขนาด 82 ตารางเมตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้รับรายงานผลการเจรจาจับคู่ธุรกิจล่าสุด ช่วงจัดงาน 5 วัน มีการจับคู่เจรจา 317 ราย และมีมูลค่า 1,350 ล้านบาท คาดว่าหากครบทั้ง 9 วันของการจัดงาน น่าจะมีมูลค่าซื้อขายใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้ 1,900 ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่า &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยที่มาออกงาน March&eacute; du Film มีทั้งหมด 12 บริษัท และ 1 สมาคม แยกเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์และแอนิเมชัน 9 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส จำกัด 2.บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด 3.บริษัท เนรมิตหนัง ฟิล์ม จำกัด 4.บริษัท ไนท์ เอดจ์ พิคเจอร์ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด 5.บริษัท แบรนด์ธิงค์ จำกัด 6.บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 7.บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด 8.บริษัท ฮอลลีวู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด 9.บริษัท ไร้ท บิยอนด์ จำกัด และผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ จำนวน 1 บริษัท ได้แก่ บริษัท เฮโล โปรดักชั่น จำกัด และผู้ให้บริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เบนีโทน ฟิล์มส์ จำกัด และบริษัท อิ๊กดราซิล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240521720a5efa8925c6cbbd42bf7cac41b827154901.jpg' type='image/jpg' length='337947' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”นำทีมพาณิชย์ โปรโมต Soft Power อาหาร ผ้า ซีรีส์วาย ที่ญี่ปุ่น 11-12 พ.ค.นี้]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/47080</link>
<guid isPermaLink="false">04e30d0d94f7bacca8e9195ecc82309c</guid>
<pubDate>Thu, 09 May 2024 15:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เตรียมนำทีมพาณิชย์บุกญี่ปุ่น 11-12 พ.ค.นี้ โปรโมต Soft Power อาหาร-ผ้า-ซีรีส์วาย พร้อมเจรจาแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ Rakuten และห้าง Muji ผลักดันนำสินค้าไทยไปขายเพิ่ม &nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 11-12 พ.ค.2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดนำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อขับเคลื่อน Soft Power ไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น และผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น ผ่านทาง Rakuten , Muji และซูเปอร์มาร์เก็ต KALDI ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็ก และ SME ไทยได้มีโอกาสขยายตลาดในต่างประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยวันที่ 11 พ.ค.2567 นายภูมิธรรม จะไปเปิดเทศกาลไทย (Thai Festival Tokyo) ครั้งที่ 24 ณ กรุงโตเกียว ที่สวนโยโยงิ โดยจะมีการจัดจำหน่ายอาหารไทย ผลไม้ไทย มีคูหาผ้าไทยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดทำโครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่สนุก&rdquo; และได้นำมาโปรโมตในครั้งนี้ และการจัดพื้นที่โปรโมตซีรีส์วาย เช่น แมนสรวง ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Soft Power ของไทย และจะมีการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย การจัดแสดงดนตรี กีฬา เต้นรำด้วย</p>

<p>นอกจากนี้ ได้มีการนัดหารือกับ Mr.Kazunori Takeda รองประธาน บริษัท Rakuten ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดังของญี่ปุ่น และจะใช้โอกาสนี้เป็นสักขีพยานการลงนาม MOU ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับ Rakuten เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยเข้าไปจำหน่ายในแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น และยังมีกำหนดหารือกับประธานคณะกรรมการการค้าและเศรษฐกิจญี่ปุ่น&ndash;ไทย ภายใต้สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (เคดันเรน)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะมีการจัดกิจกรรม Instore Promotion ร่วมกับ Muji ที่สาขา Ginza ที่มีการนำสินค้าจากผู้ประกอบการไทยจากจังหวัดต่าง ๆ มาจำหน่าย ประกอบด้วยพื้นที่สปาไทย สินค้าไทย ผ้าไทย เมนูอาหารไทย และจะหารือกับประธาน CEO ของ Muji เพื่อผลักดันให้มีการนำเข้าสินค้าไทยมาจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งจะหารือกับซูเปอร์มาร์เก็ต KALDI เพื่อผลักดันให้มีการนำเข้าสินค้าไทยไปจำหน่าย และลงพื้นที่ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต Beisia สาขา Tomisato จังหวัดชิบะ เพื่อดูการจำหน่ายสินค้าไทย โดยเฉพาะกล้วยหอมไทย ที่มีการนำมาจำหน่ายล็อตแรกด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202405097d176db897d5bab9fbb6fc2802ac8bda152336.jpg' type='image/jpg' length='49271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก มี.ค. ลด 10.9% ลบครั้งแรกรอบ 8 เดือน คาด เม.ย. พลิกกลับมาเป็นบวก]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/45363</link>
<guid isPermaLink="false">ca49d16994e86a2cbde2c368de14612b</guid>
<pubDate>Mon, 29 Apr 2024 14:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยส่งออก มี.ค.67 มีมูลค่า 24,960.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 10.9% กลับมาติดลบครั้งแรกในรอบ 8 เดือน เหตุฐานปีก่อนสูงมาก รวม 3 เดือน มูลค่า 70,995.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 0.2% ส่วนขาดดุลการค้า ไม่น่าห่วง ส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และน้ำมัน คาด เม.ย. กลับมาเป็นบวกได้แน่ รวมทั้งไตรมาส 2 ก็บวก ยันเป้าทั้งปี 1-2% เหมือนเดิม</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน มี.ค.2567 มีมูลค่า 24,960.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.9% กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากฐานปีก่อนสูงมาก ส่งออกได้ถึง 28,004.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 892,290 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 26,123.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.6% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 944,828 ล้านบาท ขาดดุลการค้ามูลค่า 1,163.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 52,538 ล้านบาท รวม 3 เดือนปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 70,995.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.2% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 2,504,009 ล้านบาท นำเข้ามูลค่า 75,470.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.8% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 2,692,023 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 4,475.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 188,014 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่ลดลง มาจากการลดลงของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 5.1% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 0.1% แต่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 9.9% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร นมและผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนสินค้าที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.3%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ลด 12.3% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และสินค้าที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ลด 0.3% &nbsp;</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่หดตัว โดยตลาดหลัก ลด 9.1% หดตัวในจีน 9.7% ญี่ปุ่น 19.3% สหภาพยุโรป (27) 0.1% และอาเซียน (5) 26.1% แต่สหรัฐฯ เพิ่ม 2.5% และ CLMV เพิ่ม 0.5% ตลาดรอง ลด 4.3% โดยหดตัวในเอเชียใต้ 6.1% ตะวันออกกลาง 7.3% แอฟริกา 11.9% ลาตินอเมริกา 10.2% รัสเซียและกลุ่ม CIS 14.2% และสหราชอาณาจักร 19.3% แต่ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 13.5% และตลาดอื่น ๆ ลด 82.3% อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ลด 87.3%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออก เดือน เม.ย.2567 มั่นใจว่าจะกลับมาเป็นบวก และไตรมาส 2 ก็มีแนวโน้มเป็นบวก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ ที่ขณะนี้กำลังออกสู่ตลาด คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ที่เข้าสู่การฟื้นตัว สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์พลังงานสะอาด ที่จะส่งออกได้ดีขึ้น และยังคงยืนยันเป้าส่งออกปีนี้ที่ 1-2% โดยจากนี้ หากทำได้เฉลี่ยเดือนละ 24,044 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกจะขยายตัว 1% ทำได้เฉลี่ย 24,362 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน การส่งออกจะขยายตัว 2% ส่วนการขาดดุลการค้า ดูแลไม่น่าเป็นห่วง เพราะตัวหลักที่นำเข้าสูง คือ สินค้าทุนและวัตถุดิบ นำเข้ารวมกัน 60% ของการนำเข้ารวม และอีกตัว คือ น้ำมัน มีสัดส่วนถึง 19%<br />
<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกเดือน มี.ค.2567 แม้ติดลบมาก แต่ดูเป็นรายสินค้า ก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่างสินค้าเกษตร โดยเฉพาะทุเรียน ปีนี้ผลผลิตออกช้ามาปลาย เม.ย. ทำให้ส่งออกทุเรียนชะลอ สินค้าอุตสาหกรรม อย่างยานยนต์และชิ้นส่วน ก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนไตรมาส 2 เอกชนมองว่าน่าจะบอกได้ มีสินค้าไฮไลต์ ข้าว ยางพารา อาหารสัตว์ ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เพราะได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สินค้าเกษตรยังมีศักยภาพในการส่งออก ค่าระวางเรือ ตู้สินค้า เป็นปกติแล้ว ยกเว้นมีสถานการณ์รุนแรง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202404297d176db897d5bab9fbb6fc2802ac8bda143317.jpg' type='image/jpg' length='385215' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รายงานประมาณการเศรษฐกิจ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปี 2567 ฉบับที่ 1/2567  ณ เดือนมีนาคม 2567]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/42127</link>
<guid isPermaLink="false">f6231dd164143930a265df32ab70c5b4</guid>
<pubDate>Thu, 04 Apr 2024 13:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/2024040444850257e3ea4e5bc820d55438d7439d134737.jpg' type='image/jpg' length='3613301' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” โชว์ผลงาน 6 เดือนรัฐบาลเศรษฐา 5 พืชเกษตรสำคัญ ราคาขึ้นยกแผง]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/32641</link>
<guid isPermaLink="false">050e987b0361fdc2d055a1a009165693</guid>
<pubDate>Tue, 06 Feb 2024 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ส่องราคาสินค้าเกษตรสำคัญ 5 ชนิด ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพาราย้อนหลัง 6 เดือน ตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา เข้ามาบริหารประเทศ พบราคาขยับขึ้นและทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง เผยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยตั้งแต่ 8-45% ผ่านผลงานการผนึกเอกชนทำตลาดส่งออก วางแผนบริหารจัดการเชิงรุก ช่วยลดต้นทุน และการบริหารจัดการน้ำ</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพารา ที่มีมูลค่าตลาดรวมต่อปีไม่น้อยกว่า 8-9 แสนล้านบาท พบว่า ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาบริหารราชการ ในเดือน ก.ย.2566 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ทุกรายการมีราคาขยับขึ้น และยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับระหว่างปี 2558 ถึงปี 2566 หรือช่วง 9 ปี ในรัฐบาลประยุทธ์ พบว่า ณ เดือน ก.พ.2567&nbsp; ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 14,995 บาทต่อตัน จากราคา 13,315 บาทต่อตัน ส่วนต่างราคาสูงขึ้น 1,680 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 13% ข้าวเปลือกเจ้า 12,181 บาทต่อตัน จากราคา 8,443 บาทต่อตัน ส่วนต่าง 3,738 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 44% ข้าวเปลือกเหนียว 13,640 บาทต่อตัน จากราคา 11,847 บาทต่อตัน ส่วนต่าง 1,793 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 15% มันสำปะหลัง 3.56 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จากราคา 2.45 บาทต่อกก. ส่วนต่าง 1.20 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 45% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9.84&nbsp; บาทต่อกก. จากราคา 9.10 บาทต่อกก. ส่วนต่าง 0.33 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 8% ปาล์มน้ำมัน 5.83 บาทต่อกก. จากราคา 5.23 บาทต่อกก. ส่วนต่าง 1.22 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 12% และยางแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 54.51 บาทต่อกก. จากราคา 47.17 บาทต่อกก. ส่วนต่าง 7.34 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 16%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มที่สูงขึ้น คือ การผลักดันส่งออก ที่รัฐบาลได้เน้นการจับมือภาคเอกชนในการทำตลาด ทั้งเร่งเจรจาซื้อขายข้าวสารให้กับประเทศคู่ค้า ที่มีการประกาศไว้อย่างญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ส่งผลต่อปริมาณเกินกว่าเป้าหมายที่ 8 ล้านตันต่อปี และผลักดันการส่งออกมันสำปะหลัง โดยราคาส่งออกแป้งมันปัจจุบันสูงกว่าราคาเฉลี่ยปี 2566 แล้ว 4.6% หรือจากราคา 19.15 บาทต่อกก. วันนี้เฉลี่ย 20.03 บาทต่อกก.</p>

<p>นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มุ่งการยกระดับเพิ่มผลิตผลสินค้าเกษตร ภายใต้นโยบาย &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้&rdquo; โดยได้เร่งรัดผลักดันพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ตอบโจทย์ตลาดโลก ภายใต้หลักการผลผลิตสูง ทนทานโรค ต้นทุนต่ำ เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 535,000 ตัน ภายในปี 2570 และยังสนับสนุนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับระเบียบการค้า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมสากล เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย รวมถึงผลไม้ ที่ได้ส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อยืดอายุและคงคุณภาพ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของผลไม้ไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลเศรษฐาเข้าบริหารประเทศ ได้ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการกลไกตลาด วางแผนบริหารจัดการเชิงรุกในทุกสินค้า ตั้งแต่จัดการก่อนเกิดปัญหา อย่างข้าว ช่วยชาวนา โรงสีเก็บสต็อกในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ช่วยลดต้นทุนชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ มันสำปะหลัง ได้ส่งเสริมการแปรรูปหัวมันสดเป็นมันสับ เพื่อเพิ่มโอกาสและมูลค่าการจำหน่ายผลผลิตของชาวไร่มัน เร่งเพิ่มสภาพคล่องให้ลานมัน โรงแป้ง ในการรวบรวมหัวมันสด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้รวบรวมในการรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน เข้าบริหารจัดการสมดุลสต็อกน้ำมันปาล์ม ให้มีน้ำมันปาล์มเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ การส่งเสริมเป็นพลังงานทางเลือก และผลักดันส่งออกเพื่อบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนในระยะกลางถึงยาว ช่วยลดต้นทุนชาวไร่ชาวนาอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ช่วยลดต้นทุนปุ๋ย เชื่อมโยงปุ๋ยราคาถูกให้แก่เกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีและการตลาดสมัยใหม่ในยุคดิจิตอล สนับสนุนการรวมกลุ่มและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ตั้งแต่กระบวนการ เพาะปลูก เก็บเกี่ยว และจำหน่าย เพื่อลดความสูญเสียและเสียหายของผลผลิต ลดภาระด้านการเงิน ด้วยมาตรการพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกรที่ลูกหนี้รายย่อย ธ.ก.ส. ไม่เกิน รายละ 300,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี และพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ด้วยการจัดอบรม เกษตรกร คู่ขนานกับมาตรการพักชำระหนี้ เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรนำเงินไปลงทุนปรับเปลี่ยนหรือขยายการประกอบอาชีพมีความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาลนี้ ยังได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพตอบสนองความต้องการในแต่ละพื้นที่ เช่น พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้พื้นที่ จ.กาญจนบุรี การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรด้วยนวัตกรรมเกษตรแม่นยำข้างต้น สะท้อนถึงแนวทางและเป้าหมายของรัฐบาลเศรษฐา ภายใต้นโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส&rdquo; นายภูมิธรรมกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240206054afce2644ededfbd19c0a485e533d1154933.jpg' type='image/jpg' length='191730' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยอาร์เจนตินายกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ หนุนไทยส่งออกเพิ่ม]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/28640</link>
<guid isPermaLink="false">c7ac39bd3e7d599b9b4566aa173459f2</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jan 2024 10:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แจ้งข่าว อาร์เจนตินายกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.67 ถึง 31 ธ.ค.71 ชี้เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทยที่จะขยายตลาดได้มากขึ้น เตรียมเดินหน้าจัดกิจกรรมเพิ่มโอกาสขายทันที</strong><br />
<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก นางสาวอรภา พุทธรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบัวโนสไอเรส สาธารณรัฐอาร์เจนตินา ถึงการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ และโอกาสในการขยายตลาดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของไทยเข้าสู่ตลาดอาร์เจนตินา<br />
<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ออกประกาศยกเว้นภาษีการนำเข้าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์สำหรับผู้ผลิตในท้องถิ่น โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 และมีผลไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 ทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนในการนำเข้าชิ้นส่วนมาผลิตลดลง และช่วยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศ</p>

<p>โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับอาร์เจนตินาในด้านรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ โดยอาร์เจนตินานำเข้าสินค้าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จากทั่วโลกในช่วง 9 เดือน ปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) ราว 346 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าจากไทยคิดเป็น 6% จากทั้งหมด ประเทศที่อาร์เจนตินานำเข้ามากที่สุดได้แก่ จีนอันดับ 1 สัดส่วน 58% และอินเดียอันดับ 2 สัดส่วน 16% ซึ่งไทยอยู่ในอันดับที่ 4 ตามหลังบราซิลที่อยู่ในอันดับ 3 มีสัดส่วน 8%<br />
<br />
&ldquo;การประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ไปจนถึงปี 2571 ไม่เพียงแต่เป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ในอาร์เจนตินา แต่ยังเป็นข่าวดีสำหรับผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทย ที่จะมีโอกาสในการส่งออกส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ได้เพิ่มขึ้น เพราะไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกชั้นนำ แม้ว่ารัฐบาลอาร์เจนตินาจะสนับสนุนให้มีการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์จักรยานยนต์ที่ผลิตในท้องถิ่น แต่ก็ยังต้องพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศ และไทยก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจของผู้นำเข้าอาร์เจนตินา และกรมจะเดินหน้าจัดกิจกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกให้กับผู้ส่งออกของไทยต่อไป&rdquo;นายภูสิตกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240109e4dcc2769c86afb98ab87574021edd87102818.jpg' type='image/jpg' length='834203' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผลพวงรัฐลดค่าครองชีพ ฉุดเงินเฟ้อ ธ.ค.66 ลบ 0.83% ลง 3 เดือนติด ไร้สัญญาณเงินฝืด]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/28283</link>
<guid isPermaLink="false">7b1c0ed47a32a5f0b7dcb3be401409b4</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jan 2024 13:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ ธ.ค.66 ติดลบ 0.83% ลดลงต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 34 เดือน เหตุสินค้ากลุ่มพลังงาน เนื้อสัตว์ เครื่องประกอบอาหาร ผักสด ราคาลดลง สินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาปกติ ย้ำอีกครั้ง ไม่มีสัญญาณเงินฝืด เหตุเงินเฟ้อติดลบจากมาตรการรัฐ รวมทั้งปี 66 เงินเฟ้อเพิ่ม 1.23% อยู่ในเป้าหมายที่กำหนด ส่วนปี 67 คาดอยู่ที่ติดลบ 0.3% ถึงเพิ่ม 1.7% ค่ากลาง 0.7%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ธ.ค.2566 เท่ากับ 106.96 เทียบกับ พ.ย.2566 ลดลง 0.46% เทียบกับเดือน ธ.ค.2565 ลดลง 0.83% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 34 เดือน นับจาก ก.พ.2564 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ตามนโยบายลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของรัฐบาล รวมทั้งเนื้อสัตว์และเครื่องประกอบอาหารที่ราคาลดลงต่อเนื่อง และผักสดราคาลดลงค่อนข้างมาก ส่วนสินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ และรวมเงินเฟ้อเฉลี่ย 12 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ธ.ค.) เพิ่มขึ้น 1.23% อยู่ในเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1.0&ndash;1.7% ค่ากลาง 1.35%<br />
<br />
&ldquo;เงินเฟ้อที่ติดลบ 3 เดือนติดต่อกัน ขอชี้แจงอย่างนี้ การที่เงินเฟ้อลดลงต่อเนื่อง มีสาเหตุหลักมาจากมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐ อันนี้สำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ทั้งค่าน้ำมัน ค่ากระแสไฟฟ้า และสาเหตุอีกตัวที่ต้องดู คือ การลดลงของสินค้าและบริการ พบว่ายังลดลงแค่บางกลุ่ม ไม่ใช่สินค้าและบริการส่วนใหญ่ลดลง จึงยังไม่อยู่ในจุดที่เป็นภาวะเงินฝืด&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.2566 ที่ลดลง 0.83% มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1% ตามการลดลงของราคาสินค้าในหมวดเคหสถาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และสิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม) หมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร จากการลดลงของราคาน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ 91 และค่าโดยสารรถไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า (เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น) และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลบางรายการราคาปรับลดลง (ผ้าอนามัย สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว) ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย เช่น แป้งทาผิวกาย น้ำยาระงับกลิ่นกาย อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องถวายพระ บุหรี่ สุรา และเบียร์ ส่วนหมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า ดัชนีราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20240105cfde6ca3801907aaf9d089fa35ae9f1a130632.jpg' type='image/jpg' length='369564' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” สั่งศึกษาเพิ่มรายได้เกษตรกร สนค.แนะใช้แนวทาง “7 สร้าง 3 กระตุ้น 6 พัฒนา”]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/27925</link>
<guid isPermaLink="false">5d232ed2477e317abab604e1f36dd611</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jan 2024 13:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งการ สนค. ศึกษาเศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร เพื่อยกระดับและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย เผยหลังศึกษาพบภาคเกษตรเติบโตอ่อนแรง ครัวเรือนมีหนี้สูง แนะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ผ่าน 16 แนวทาง &ldquo;7 สร้าง 3 กระตุ้น 6 พัฒนา&rdquo; เน้นเพิ่มความหลากหลายสินค้าเกษตร ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มงบวิจัยและพัฒนา ดันท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทำเกษตรอัจฉริยะ ค้าออนไลน์ รุกใช้โซเชียลเปิดตัวสินค้า &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องของคนไทย โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร จึงมอบหมายให้ สนค. ติดตามและศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร เพื่อยกระดับและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งหลังจากที่ได้ศึกษาแล้ว พบว่า รายได้ภาคการเกษตรมีการเติบโตแบบอ่อนแรง มีส่วนทำให้ครัวเรือนเกษตรมีภาระหนี้สินสูงขึ้น ภาคเกษตรของไทยจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะการปรับตัวของเกษตรกรต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเกษตรไทยสามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจการค้ารูปแบบใหม่ได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการยกระดับและเพิ่มรายได้เกษตรกร มีข้อเสนอ 16 แนวทาง ประกอบด้วยแนวทาง &ldquo;7 สร้าง 3 กระตุ้น 6 พัฒนา&rdquo; ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;7 สร้าง&rdquo; ได้แก่ 1.สร้างโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย และเป็นที่ต้องการของตลาด 2.สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการผลิต 3.สร้างโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ 4.สร้างปัจจัยการผลิตภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้า เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ 5.สร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์การเกษตร เป็นตัวแทนรวบรวมผลผลิตของสมาชิกจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ และสหกรณ์ สามารถของบประมาณภาครัฐซื้อเครื่องจักร เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อใช้ในกลุ่ม 6.สร้างหลักประกันความมั่นคงทางรายได้ เช่น ส่งเสริมการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรและระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม และ 7.สร้างการเชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตรสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;3 กระตุ้น&rdquo; ได้แก่ 1.กระตุ้นงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร ทั้งด้านพันธุ์พืชและวิธีการผลิต 2.กระตุ้นการลงทุนในภาคการเกษตร และ 3.กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;6 พัฒนา&rdquo; ได้แก่ 1.พัฒนาศักยภาพเกษตรกรและชุมชนเกษตรกร อาทิ การทำเกษตรอัจฉริยะและเกษตรคาร์บอนต่ำ 2.พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการภาคการเกษตร เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร สู่การค้าออนไลน์ และกฎระเบียบทางการค้าสินค้า 3.พัฒนาการตลาดและประชาสัมพันธ์ อาทิ ตลาดชุมชน ตลาดออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์สินค้าเกษตร 4.พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและการแปรรูป 5.พัฒนาฐานข้อมูลด้านเกษตร ที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร เพื่อใช้ในการวางแผนการผลิตและการตลาด และ 6.พัฒนาระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และคลังสินค้าเกษตร</p>

<p>ทั้งนี้ นอกจากแนวทางการยกระดับและเพิ่มรายได้แล้ว นายภูมิธรรม ยังได้มีการแต่งตั้ง &ldquo;คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อการพาณิชย์&rdquo; ซึ่งเป็น 1 ใน 9 คณะอนุกรรมการที่ดูแลลงลึกในแต่ละภารกิจ ภายใต้คณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์ ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน สนค. ได้ศึกษาสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเกษตรไทย พบว่า ในปี 2565 ไทยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 17,370,240 ล้านบาท เป็น GDP จากภาคเกษตร 1,531,120 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 8.81 ของ GDP รวมของประเทศ ขณะที่ประเทศไทยใช้พื้นที่ทำการเกษตร 149.75 ล้านไร่ (มีพื้นที่ชลประทาน 34.88 ล้านไร่ หรือร้อยละ 23.29 ของพื้นที่ทำการเกษตร) โดยพื้นที่ทำการเกษตรมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 46.69 ของพื้นที่ทั้งประเทศ และมีแรงงานภาคเกษตรจำนวน 11.63 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.31 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด แต่เกษตรกรไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีอายุเฉลี่ยที่ 58.46 ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับพื้นที่ทำการเกษตรของไทย ใช้ทำนาข้าวมากที่สุด มีจำนวน 65.41 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 43.68 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ รองลงมา คือ สวนผลไม้และไม้ยืนต้น 39.38 ล้านไร่ พืชไร่ 30.89 ล้านไร่ สวนผัก ไม้ดอก และไม้ประดับ 1.1 ล้านไร่ และใช้ประโยชน์อื่น ๆ 12.96 ล้านไร่ ส่วนด้านต้นทุนปัจจัยการผลิตในภาคเกษตร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2565 มีมูลค่าการนำเข้า 128,625 ล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 103,205 ล้านบาท ร้อยละ 80.24 ของมูลค่าการนำเข้าปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรทั้งหมด และมูลค่านำเข้าปุ๋ยเคมีในช่วง 3 ปี (2563&ndash;2565) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 49.23 ต่อปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เมื่อเจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจครัวเรือนเกษตร พบว่า ในช่วง 3 ปี รายได้ที่ครัวเรือนได้รับจากกิจกรรมทางการเกษตร ขยายตัวเล็กน้อย ร้อยละ 3.81 ต่อปี เมื่อเทียบกับรายจ่ายที่มีการขยายตัวสูงกว่า ร้อยละ 6.30 ต่อปี เช่นเดียวกับภาวะหนี้สินที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ร้อยละ 1.45 ต่อปี ส่วนเงินสดคงเหลือก่อนการชำระหนี้ (รายได้หักรายจ่าย) และทรัพย์สินหดตัวลง ร้อยละ 0.25 และ 8.19 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบปี 2565 กับปี 2564 พบว่ารายได้ที่ครัวเรือนได้รับจากกิจกรรมทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 10.28 และภาวะหนี้สินของเกษตรกรก็ขยายตัวเช่นกันที่ร้อยละ 3.49 ซึ่งเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปี ขณะที่เงินสดคงเหลือก่อนการชำระหนี้และทรัพย์สินของเกษตรกรยังคงหดตัวร้อยละ 2.52 และ 36.11 ตามลำดับ และหดตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปี<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202401022106e4604d2fbe1f47895ba52f8cc04e135158.jpg' type='image/jpg' length='529396' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐลดดีเซล-ไฟฟ้า กลุ่มอาหารลง ฉุดเงินเฟ้อ ก.ย.66 ชะลอตัว เพิ่มแค่ 0.30%]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/14844</link>
<guid isPermaLink="false">4ff71e57427b29baa6e5e7e8e6c4a8e1</guid>
<pubDate>Fri, 06 Oct 2023 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ ก.ย.66 เพิ่ม 0.30% ชะลอตัวลง เหตุได้รับผลดีจากมาตรการลดราคาดีเซล ค่าไฟฟ้า และสินค้ากลุ่มอาหารปรับลดลง 0.10% เป็นครั้งแรกในรอบ 23 เดือน ส่วนยอดรวม 9 เดือน เพิ่มขึ้น 1.82% คาดแนวโน้มไตรมาส 4 ลดต่อเนื่อง หลังสินค้ากลุ่มอาหารยังคงชะลอตัว รัฐมีมาตรการลดราคาสินค้าทั้งประเทศยาวถึงสิ้นปี ปรับเป้าเงินเฟ้อทั้งปีใหม่ เหลือ 1.0-1.7% ค่ากลาง 1.35% &nbsp;</strong></p>

<p style="text-align: center;"><strong><img alt="" src="https://suratthani.moc.go.th/cms/s114/u1210/6502a9102223c.jpg" style="width: 800px; height: 533px;" /></strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ก.ย.2566 เท่ากับ 108.02 เทียบกับส.ค.2566 ลดลง 0.36% เทียบกับเดือน ก.ย.2565 เพิ่มขึ้น 0.30% ชะลอตัวลงจากเดือน ส.ค.2566 ที่เพิ่มขึ้น 0.88% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการชะลอตัวลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล โดยเฉพาะการปรับลดราคาดีเซล และค่าไฟฟ้า และยังมีกลุ่มอาหารที่ราคาลดลง ทั้งเนื้อสัตว์ ผักสด และเครื่องประกอบอาหาร ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 1.82%<br />
<br />
โดยเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2566 ที่สูงขึ้น 0.30% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 0.59% ตามการสูงขึ้นของราคาสินค้าในหมวดพาหนะการขนส่งและการสื่อสาร ได้แก่ น้ำมันกลุ่มเบนซิน และกลุ่มแก๊สโซฮอล์ ยกเว้นกลุ่มดีเซล ที่ราคาลดลง เนื่องจากมาตรการตรึงราคาของภาครัฐ ค่าโดยสารสาธารณะ เช่น ค่าโดยสารเครื่องบิน และค่าโดยสารรถเมล์เล็ก สองแถว หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล เช่น ยาแก้ไข้หวัด แป้งทาผิวกาย กระดาษชำระ ค่าแต่งผมชายและสตรี สำหรับสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้ง ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้า ราคาลดลงเช่นกัน&nbsp;<br />
<br />
สำหรับหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.10% เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 23 เดือน หลังจากชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น เนื้อสุกร และไก่สด โดยเฉพาะเนื้อสุกรที่ปริมาณผลผลิตมีจำนวนมาก ผักสด เช่น ผักคะน้า ต้นหอม และพริกสด เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้อต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และน้ำมันพืช และมะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) ราคายังคงลดลงต่อเนื่อง ตามราคาต้นทุนวัตถุดิบ สำหรับสินค้าที่ราคาสูงขึ้น เช่น ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ นมถั่วเหลือง ผลไม้สด (แตงโม ทุเรียน องุ่น) รวมถึงกาแฟผงสำเร็จรูป กับข้าวสำเร็จรูป และอาหารกลางวัน</p>

<p>ทั้งนี้ ในส่วนของเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ก.ย.2566 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก ลดลง 0.03% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2566 และเพิ่มขึ้น 0.63% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.2565 รวม 9 เดือนเพิ่มขึ้น 1.50%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ต.ค.2566 และทั้งไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะชะลอตัวและมีโอกาสติดลบได้ เพราะราคาอาหาร ทั้งเนื้อสัตว์ ทั้งเป็ด ไก่ สัตว์น้ำ และเครื่องประกอบอาหาร รวมถึงสินค้าในกลุ่มพลังงาน ค่าไฟฟ้า น้ำมันดีเซล ที่ยังคงลดราคา และอาจจะมีกลุ่มเบนซินเพิ่มเข้ามา รวมถึงยังมีมาตรการลดค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมมือกับผู้ผลิต ห้าง ทำการปรับลดราคาสินค้าไปจนถึงสิ้นปี ที่จะฉุดให้ราคาสินค้าปรับตัวลดลง และฐานปีก่อนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงและติดลบได้ แต่ก็ต้องจับตา ความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นจากการท่องเที่ยว การส่งออก รายได้เกษตรกร และค่าจ้างที่อยู่ในระดับดี รายได้ภาคเกษตรสูงขึ้น และเงินบาทอ่อนค่า ที่จะเป็นแรงส่ง ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2566 จากเดิมอยู่ที่ระหว่าง 1.0&ndash;2.0% ค่ากลาง 1.5% ที่กำหนดไว้ในเดือน ก.ค.2566 ที่ผ่านมา เป็นระหว่าง 1.0&ndash;1.7% ค่ากลาง 1.35% โดยมีสมมติฐานจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ 2.5-3% น้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 34.5-35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้ง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202310060eafccb9115f5868e3e24927569de022101719.jpg' type='image/jpg' length='379935' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจรับรองมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี สินค้าเงาะโรงเรียนบ้านนาสารและขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี (ครั้งที่ 1)]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/12774</link>
<guid isPermaLink="false">a8f87f5bcd822aba2aac4ea49835eff2</guid>
<pubDate>Thu, 21 Sep 2023 10:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 6&nbsp;ตุลาคม 2566&nbsp; สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจรับรองมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี สินค้าเงาะ โรงเรียนบ้านนาสารและขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี ครั้งที่ 1/2567 โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (นายบันดาล&nbsp; สถิรชวาล) เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมนางยวน ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อพิจารณาและรับรองผลการตรวจสอบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร จำนวน 11 ราย เป็นผู้ผลิต ผูัประกอบการอำเภอบ้านนาสาร 74 ราย อำเภอบ้านนาเดิม 16 ราย อำเภอเวียงสระ 1 ราย และขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี จำนวน 59 ราย เป็นผู้ผลิตผู้ประกอบการอำเภอบ้านตาขุน 37 ราย และอำเภอพนม 22 ราย.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20231010ce524e5c5e21049706abc40916cd8ba7150825.jpg' type='image/jpg' length='84072' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ประจำเดือน กุมภาพันธ์]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/11562</link>
<guid isPermaLink="false">a1ca94f09be34d95ffd4818577a4555d</guid>
<pubDate>Tue, 18 Apr 2023 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/202306223a85d5b533292a2ccbc7f9ad1fbff5b1130916.png' type='image/png' length='429336' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สรุปข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ (มกราคม 2566)]]></title>
<link>https://suratthani.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/11563</link>
<guid isPermaLink="false">818597673e90914c49461a418562af32</guid>
<pubDate>Sun, 16 Apr 2023 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://suratthani.moc.go.th/th/file/get/file/20230622c2135badeeed37aafbb63de0e6d5b384131017.png' type='image/png' length='177566' />
</item>
</channel>
</rss>
