Header Image
สนค.วิเคราะห์เศรษฐกิจสีเงิน พบธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เติบโตสูง มีโอกาสทำเงิน
watermark

สนค.วิเคราะห์โอกาสทองในเศรษฐกิจสีเงิน พบธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีแนวโน้มเติบโตสูง ทั้งธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน สถานบริการดูแลระยะยาว และการดูแลแบบเช้าไปเย็นกลับ แต่ไทยยังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งข้อจำกัดด้านรายได้ของผู้สูงอายุ ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี และขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาด แนะรัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างขีดความสามารถให้กับธุรกิจ และสร้างโอกาสทำเงินทั้งในและต่างประเทศ   
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้จัดทำรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เรื่อง โอกาสทองในเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองความต้องการและบริการสำหรับผู้สูงอายุ พบว่า มีธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง อีกทั้งไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะส่งเสริมธุรกิจดังกล่าวให้เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการของประเทศ
ทั้งนี้ สนค.ได้วิเคราะห์ข้อมูลนิติบุคคลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทยของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยจำแนกธุรกิจดังกล่าวเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจบริการส่งผู้ดูแลไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home Care) ธุรกิจสถานบริการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุมบริการพักค้างคืน (Long Stay) และธุรกิจสถานบริการดูแลผู้สูงอายุแบบเช้าไปเย็นกลับ (Day Care) ผลการวิเคราะห์พบว่า ในช่วงปี 2565–2567 นิติบุคคลในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 7.60% ต่อปี
โดย ณ 30 มิ.ย.2568 มีจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด 2,331 ราย ส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก จำนวน 2,299 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 98.63% โดยธุรกิจ Home Care มีจำนวนนิติบุคคลมากที่สุด 1,475 ราย รองลงมาเป็นธุรกิจ Long Stay 810 ราย และธุรกิจ Day Care 46 ราย และพบว่า ในช่วงปี 2565–2568 ธุรกิจ Long Stay มีการขยายตัวเฉลี่ยมากที่สุดที่ 9.97% รองลงมาเป็นธุรกิจ Home Care ขยายตัว 6.79% ขณะที่ธุรกิจ Day Care หดตัว 3.3%

เมื่อพิจารณาในด้านที่ตั้งธุรกิจ พบว่า ในปี 2567 พื้นที่ ๆ มีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ จำนวน 928 ราย คิดเป็น 41.58% ของนิติบุคคลทั้งหมด รองลงมาคือภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพฯ) 491 ราย 22.00% และภาคเหนือ 241 ราย 10.80% โดยทุกภูมิภาคมีจำนวนนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีการขยายตัวเฉลี่ย ในช่วงปี 2565–2567 มากที่สุด 13.83% และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ณ 30 มิ.ย.2568 พบว่า ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีการลงทุนรวมอยู่ที่ 16,182.26 ล้านบาท เป็นมูลค่าการลงทุนจากไทย 15,639.87 ล้านบาท สัดส่วน 96.65% และจากต่างชาติ 542.39 ล้านบาท สัดส่วน 3.35% โดยธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนมากที่สุด คือ ธุรกิจ Home Care
นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทยทั้ง 3 ประเภท พบว่า จุดแข็งและกลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจสำเร็จ ได้แก่ การให้บริการครบวงจร การมีสถานที่และสิ่งแวดล้อมเหมาะสมกับผู้สูงอายุ มีความสะดวกและปลอดภัยตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข การมีบุคลากรที่พอเพียงและผ่านการอบรมเฉพาะด้าน การมีพันธมิตรร่วมกับหลายภาคส่วน เช่น โรงพยาบาล บริษัทประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน และการปรับโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่น เช่น การทำแฟรนไชส์ การให้บริการโซลูชันในการบริหารธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
ขณะเดียวกัน ได้ศึกษาประเทศต้นแบบ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และมาเลเซีย พบว่า ทั้ง 3 ประเทศ เป็นประเทศมีความโดดเด่นด้านการปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน คือ มีการเสริมความเข้มแข็งของระบบรัฐสวัสดิการ มีการสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดตั้งสถานดูแลผู้สูงอายุ รองรับกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และภาครัฐจัดให้มีเงินอุดหนุนและเงินเบี้ยเลี้ยง เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้สูงอายุ
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แม้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพในการแข่งขัน แต่ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทย ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ ข้อจำกัดด้านรายได้ของผู้สูงอายุไทย ธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) และการขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดผู้สูงอายุ ดังนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทย ภาครัฐและเอกชนควรร่วมดำเนินมาตรการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

โดยมาตรการที่ควรดำเนินการ ได้แก่ 1.ยกระดับมาตรฐานสำหรับธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ กำหนดแนวทางการติดตามคุณภาพบริการและความปลอดภัยของผู้สูงอายุ 2.ส่งเสริมมาตรการการเข้าถึงบริการทางการเงินและการประกันภัย เพิ่มกำลังซื้อของผู้สูงอายุและครอบครัว เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี และการจัดตั้งกองทุนจัดสรรเบี้ยเลี้ยง 3.ป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการแข่งขันและป้องกันการแย่งชิงตลาดจากผู้ประกอบต่างชาติที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 4.จัดทำฐานข้อมูลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ครอบคลุมข้อมูลการตลาด อาทิ สถานการณ์ผู้สูงอายุทั้งในไทยและต่างประเทศ และรายได้ผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ 5.ส่งเสริมการอบรมเฉพาะด้านแก่บุคลากรดูแลผู้สูงอายุ ส่งเสริมการอบรมทักษะวิชาชีพที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ 6.ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง 7.ส่งเสริมการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ การจัดแสดงสินค้าและบริการ และการส่งเสริมธุรกิจผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และ 8.ส่งเสริมการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงพยาบาล บริษัทประกันภัย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่น ๆ
ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ระบุว่า ในปี 2566 มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วโลกประมาณ 1.15 พันล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.66 พันล้านคนในปี 2583 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 45.2% และข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า ในปี 2566 เศรษฐกิจสูงอายุของโลกมีมูลค่าถึง 26.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 26.6% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก ส่วนไทย ในปี 2567 ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ (Aged Society) โดยมีผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ประมาณ 13.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.36% ของประชากรไทยทั้งหมด อีกทั้งในปี 2566 ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีมูลค่าตลาดราว 2,574 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาสูงถึง 25.1%


image รูปภาพ
image

Line Line

คะแนนโหวต :
starstarstarstarstar
จำนวนการเข้าชม : 798,605